การฝึกอภิญญา ตอนที่ ๑ (๑๘ ก.พ. ๒๕๒๘)
การที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตั้งใจจะมาฝึกพระกรรมฐาน พระกรรมฐานที่บรรดาท่านฝึกอยู่นี่ เป็นการเตรียมตัวเพื่อ " อภิญญาหก " คือ มันสูงกว่าวิชชาสาม กรรมฐานนี่ความจริงถ้าเราจะฝึกกันจริง ๆ ตามแบบ มันก็มีหลายพันแบบด้วยกัน แต่ว่าทุกแบบต้องมาลงใน ๔๐ แบบ ที่เรียกว่า “กรรมฐาน ๔๐”
กรรมฐาน ๔๐ นี่เป็นต้นแบบใหญ่ อย่าลืมว่ากรรมฐานไม่ได้มีแบบเดียวนะ แล้วแต่ละ ๔๐ แบบ แยกเอาการฝึกออกไปเป็นข้อปลีกย่อยได้เป็นพัน ๆ จะเป็นการฝึกข้อปลีกย่อยกี่พันแบบ หรือต้นฐาน ๔๐ แบบก็ตาม ก็ย่อเป็นกรรมฐาน ๔ หมวด ต้องเข้าหมวดใดหมวดหนึ่งให้ได้ ถ้าเข้าหมวดใดหมวดหนึ่งไม่ได้ นั่นคือ ไม่ใช่กรรมฐานของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้
หมวดที่ ๑ เรียกว่า " สุกขวิปัสสโก " บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายฝึกกันเป็นปกติ หมวดนี้ไม่มีความเป็นทิพย์ของจิต ไม่สามารถเห็นสวรรค์ เห็นเทวดา เห็นพรหมโลกได้ ไม่สามารถจะไปได้ แต่ว่ามีฌานสมาบัติได้ เป็นพระอริยเจ้าได้ ไปนิพพานได้
หมวดที่ ๒ เรียกว่า " เตวิชโช " หมวดนี้พอจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิแล้ว แล้วก็ฝึก ทิพจักขุญาณ เมื่อฝึกทิพจักขุญาณได้แล้ว ต้องเข้าไปฝึก ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ระลึกชาติได้ เมื่อได้ทั้ง ๒ ประการแล้ว ใช้กำลังญาณทั้ง ๒ ประการเข้าช่วยวิปัสสนาญาณเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ เรียกว่า " พระวิชชาสาม " หมวดนี้สามารถเห็นสวรรค์ นรก เห็นพรหมโลก หรืออะไรก็ได้ทั้งหมด แต่ไปไม่ได้ ได้แต่เห็นอย่างเดียว นั่งตรงนี้คุยกับเทวดาหรือพรหมก็ได้ นั่งตรงนี้คุยกับสัตว์นรกก็ได้ อย่างนี้เรียกว่า " วิชชาสาม "
หมวดที่ ๓ ที่บรรดาท่านพุทธบริษัทปฏิบัติกันอยู่นี่ เป็นหมวด”อภิญญาหก” อภิญญาหกนี่เราไปไหนไปได้ตามใจชอบ จะไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ไปนิพพาน ไปนรก เปรต อสุรกาย ไปได้หมด ประเทศต่าง ๆ ไกลแสนไกลแค่ไหน ประเทศในมนุษยโลกนี่มันไม่ไกลหรอก เราสามารถไปได้ ดวงดาวต่าง ๆ ที่ฝรั่งจะไปเราก็ไปได้ไม่ต้องลงทุน อย่างนี้เป็น” อภิญญาหก”
สำหรับ หมวดที่ ๔ " ปฏิสัมภิทาญาณ " นี่มีความรู้ฉลาดมาก ปฏิสัมภิทาญาณมีความสามารถคลุมหมด คลุมสุกขวิปัสสโกด้วยเอาไว้ในตัว เอาวิชชาสามเข้าไว้ด้วย แล้วเอาอภิญญาหกเข้าไว้ด้วย แล้วก็ฉลาดมาก คือว่า ฉลาดในธรรมะขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่าง เรียกว่า “ปฏิสัมภิทาญาณ”
สำหรับในตอนนี้ขอนำเรื่องของ “อภิญญาหก” มาแนะนำแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท คือว่า ทุกคนเวลานี้เป็นการเตรียมตัวเพื่ออภิญญาหก " มโนมยิทธิ " นี่เขาถือว่าเตรียมตัวเพื่ออภิญญาหก เหมือนกับนักเรียนเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย เตรียมตัวไว้ก่อนซ้อมไว้
อภิญญาหกจริง ๆ บรรดาท่านพุทธบริษัท อาจจะทำได้จนเป็นสาธารณะ ต่อเมื่อถึง "พ.ศ. ๒๕๔๓ "
ตอนนั้นถ้าคนไม่ขี้เกียจ จะสามารถทำอภิญญาหกได้ เวลานี้จะได้เป็นบุคคลบางคน อย่างนักเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบ เวลานี้เธอสามารถใช้กำลังอภิญญาหกได้บางส่วน คือ ไปไหนก็ไปทั้งตัว จะไปนรก ไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ก็ยกตัวร่างกายไปเลย แต่ว่ากำลังของอภิญญาหกจริง ๆ ยังใช้หมดไม่ได้ ใช้ได้เฉพาะไปแค่รู้
เพราะกำลังจริง ๆ จะเข้ามาถึง " พ.ศ. ๒๕๔๓ " ถ้าถึง " พ.ศ. ๒๕๔๕ อันนี้เป็นสาธารณะจริง ๆ
สำหรับอภิญญาหก บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็เราก็ไปกันอย่างที่เราฝึกนี่แหละ! เราสามารถแสดงฤทธิ์แสดงเดชได้ ต้องการจะทำอะไร แค่นึกมันก็เกิดขึ้นทันที ถ้าเราเป็นคนแก่ อยากจะให้คนอื่นเห็นเป็นคนหนุ่มสาว นึกว่าให้เห็นอย่างคนขนาดนั้น อายุแบบนั้น รูปร่างแบบนี้มันก็เป็นทันที เอากันแค่นึก ...
อภิญญาหกนี่เขาใช้แค่นึกเท่านั้นนะ ไม่ใช่ไปนั่งเข้าสมาธิเสียเวลา ๑ นาที อันนี้ใช้ไม่ได้ แค่นึกปั๊บมันจะเป็นทันที นึกอยากจะไปไหนร่างกายถึงทันทีทันใด มันเร็วกว่าลัดนิ้วมือหนึ่ง จะไปสวรรค์ จะไปนรก จะไปประเทศไหนก็ตาม พอนึกปั๊บมันจะไปถึงเลย นี่เป็นกำลังของอภิญญาหกส่วนหนึ่ง
วันนี้ก็ขอแนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัท ในด้านการเตรียมตัวก่อน การเตรียมตัวเวลานี้เราใช้กำลังของมโนมยิทธิยังไม่เต็มกำลัง ที่ใช้เวลานี้เป็นกำลังส่วนหน้า ส่วนหน้าที่ขึ้นเป็นกำลังของวิชชาสาม ถ้าใช้กำลังของอภิญญาจริง ๆ เราไปกันไม่ได้ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้ลดกำลังส่วนหน้าลง คือ ใช้กันแค่ " อุปจารสมาธิ "
ถ้าเป็นกำลังของอภิญญาจริง ๆ ต้องใช้กำลังของ " ฌาน ๔ " เป็นพื้นฐาน
แต่ว่าถึงแม้จะได้ครึ่งกำลังก็ถือว่าเป็นการเตรียมตัวเหมือนนักเรียนเตรียมปีแรก ต่อไประหว่างพรรษานี้จะเริ่มฝึกเต็มกำลัง ใครทำได้ก็ได้ ไม่ได้ก็แล้วไป ครูมีหน้าที่สอนเป็นเรื่องความฉลาดของคน ใครโง่มากก็ไม่ได้เลย โง่น้อยก็ได้บ้าง ถ้าไม่โง่เลยได้ทั้งหมด ถ้าหากว่าฝึกเต็มกำลังได้ นี่ถือว่ากำลังจิตของเราได้ครึ่งหนึ่งของอภิญญาหก พอหลังจากนั้นก็ไปฝึกฝนอภิญญาหกต่อไป ค่อย ๆ ฝึก
สำหรับเบื้องต้น บรรดาท่านพุทธบริษัทที่ได้แล้วก็ดี เพิ่งจะฝึกก็ดี หรือตั้งใจจะมาฝึกก็ดี ให้ใช้กำลังใจตามนี้ไว้ก่อน รักษาความดีไว้ คือ :-
๑. พยายามไม่สนใจในจริยาของบุคคลอื่น ใครเขาจะดีใครเขาจะเลวแบบไหน มันเรื่องของเขา เราสนใจเฉพาะกำลังใจของเราเอง กำลังใจของเรามันดีหรือมันเลว ถ้าเรายังสนใจในจริยาของบุคคลอื่น แสดงว่าเรายังเลวมาก เพราะเราไมได้ห่วงตัวเอง เราไปห่วงคนอื่นเขาประโยชน์อะไรจะเกิดกับเรา คนอื่นเขาเลวก็เป็นเรื่องของเขา คนอื่นเขาดีก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าเราไปสนใจเขา เราก็ทิ้งความดีไปหาความเลว
อันดับแรก ให้ห่วงใจตัวเอง ว่าเวลานี้กิจที่เราจะพึงทำน่ะมันพร้อมแล้วหรือยังที่จะรักษาความดี คือ มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา คำว่ามีศรัทธาในพระพุทธศาสนานี่ ความเชื่อในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ของเราพร้อมแล้วหรือยัง ถ้าวันไหนมีความสงสัยขึ้นมาให้ชื่อว่าเราเลวเสียแล้ว...
การกำจัดความชั่วด้านความโลภ คือ การคิดอยากได้ในทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่นเขามาเป็นของตนโดยไม่ชอบธรรม และจิตไม่คิดในการเผื่อแผ่มันเกิดขึ้นกับใจของเรา ถ้ามีก็เตือนใจบอกเราเลวไปแล้ว คือ กำลังใจของเรามี ให้คิดว่า ขึ้นชื่อว่าทรัพย์สมบัติของใครก็ตามที เราไม่สามารถจะได้มาโดยชอบธรรมเราไม่เอา แล้วกำลังใจเป็น " จาคานุสสติ " คิดว่าถ้าใครเขามีทุกข์ ถ้าไม่เกินวิสัยที่เราจะช่วย เราจะช่วย ถ้ากำลังใจทั้ง ๒ ประการนี้ยังอยู่ประจำใจเสียแล้ว แสดงว่าความดีด้านโลภะ การกำจัดโลภะของเรามีในใจ โลภะ ความโลภมันก็ออกจากใจ นี่ดีมาก ทั้งหมดนี้เป็นข้อที่ ๑
๒. การคิดประทุษร้ายบุคคลอื่นมีไหม อยากจะคิดให้คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ อยากจะคิดเข่นฆ่า อยากจะคิดทรมานเขามีไหม ถ้ามันมีถือว่าใช้ไม่ได้ เลว! ต้องคิดว่า คนเกิดมา คนก็ดี สัตว์ก็ดี เกิดมามันต้องตายกันหมด ถ้าเราจะทรมานเขาให้ลำบากก็ไม่ต้องไปทรมาน มันลำบากอยู่แล้ว ทุกคนมีความหิว ทุกคนมีความร้อน มีความกระหาย มีการป่วยไข้ไม่สบาย ปวดอุจจาระ ปัสสาวะ มีการงานที่จะต้องทำ มีความแก่ลงไปทุกวัน มีความตายในที่สุด เขาถูกทรมานอยู่แล้ว ไม่ต้องไปช่วยเขา ถ้าไปช่วยเขาเราจะเลวมากขึ้น คิดอย่างเดียวว่าเราจะเป็นมิตรที่ดีของคนและสัตว์ทั้งโลก แต่ก็เผลอบ้างอะไรบ้างเป็นของธรรมดา ถ้าจิตยังไม่ถึงที่สุด คิดไว้อย่างนี้ชื่อว่าความดีเข้าถึงใจเรา เป็นการทำลายความโกรธ
๓. ทำลายความหลง เราเมาในร่างกายเกินไปไหม เมาในทรัพย์สินเกินไปไหม ชีวิตที่เกิดมานี่มันต้องตาย จิตเราเคยคิดถึงความตายไหม ถ้ายังไม่คิดถึงความตายนี่มันเลวที่สุด เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว สมบัติที่จะพึงได้คือ แก่ทุกวัน ไอ้กำลังความแก่มีอยู่ ไอ้ความแก่ของเรานี่มันจะแก่ถึงไหนก็ไม่แน่ จะไปคิดว่าอายุ ๖๐ - ๗๐ - ๘๐ ตายน่ะไม่แน่! ให้คิดว่าความตายจะมาถึงเราในวันนี้ไว้ก่อน มันแก่มาแค่นี้ถือว่าแก่นานแล้ว แต่วันนี้อาจจะตายก็ได้ ให้กำลังใจพร้อมไว้ คือ ไม่เมาในชีวิต
อย่างนี้องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรกล่าวว่า “เป็นผู้ทำลายความหลงในจิต " เอากันอย่างย่อนะ
ถ้าเราคิดว่าความตาย ตื่นขึ้นมาตอนเช้าคิดว่าความตายอาจจะมีกับเราในวันนี้ เราทำอย่างไร เราอยากจะสวรรค์ หรือ เราอยากจะไปพรหมโลกเวลาตาย หรืออยากจะไปนิพพาน
แต่ว่าสมาคมนี้ไม่ต้องการสวรรค์ ไม่ต้องการพรหมโลก ต้องการ " นิพพาน "
ถ้าเราต้องการนิพพานก็ทบทวนความดีของเรา ที่เราฝึกกรรมฐานน่ะ วิมานของเราที่นิพพานมีหรือเปล่า .. ถ้าวิมานของเรามีที่นิพพานน่ะ! บารมีเราเต็มแล้ว เราก็ไม่ควรจะสละสิทธิ์ เพราะว่าคนที่มีบารมีเต็ม มีวิมานที่นิพพานน่ะ คนนั้นมีสิทธิ์จะไปนิพพานในชาตินี้ แต่ว่าที่ไม่ไปกันก็มีเยอะ มัวเมาในชีวิตเกินไป สละสิทธิ์นิพพานไปชาติต่อไป อันนี้โง่มาก...
ถ้าเราคิดว่าวิมานที่นิพพานของเรามี เวลาเช้ามืดตื่นขึ้นมา ร่างกายเรามันเพลียไม่อยากนั่งก็ไม่ต้องนั่ง นอนแบบนั้นแหละ รวบรวมกำลังใจ ตัดสินใจว่าร่างกายอย่างนี้ไม่ต้องการมันอีก ความเป็นมนุษย์มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความทุกข์ ไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ " นิพพาน " เพียงเท่านี้พุ่งใจไปนิพพานทันที ไปนั่งอยู่ข้างหน้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยก็ดี เข้าวิมานของเราก็ได้ ถ้าเข้าในวิมานของเราถ้าเราไม่เห็นพระพุทธเจ้า พอนึกถึงท่านปั๊บท่านจะมาทันที เราก็ตัดสินใจว่า ถ้าร่างกายมันตายวันนี้หรือเมื่อไรก็ตาม ขอมาที่นี่จุดเดียว แค่นี้บรรดาท่านพุทธบริษัท ก่อนจะตายวันนั้นท่านต้องเป็นพระอรหันต์ก่อน เป็นยังไง มันเป็นเอง ไม่ต้องห่วงหรอก ทำจิตอย่างนี้กันทุกวันเป็นอรหันต์เอง แค่นี้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ต้องทำให้ได้!
ต่อนี้ไปก็จะพูดถึงการปฏิบัติที่บรรดาพุทธบริษัทเข้ามาใหม่ ๆ อันดับแรก ทุกคนต้องมี " ศรัทธา " ไว้ก่อน เรื่องของพระพุทธศาสนานี่ไม่มีศรัทธาความเชื่อนี่ ไม่มีผลเลย
ประการที่สอง ฝึกตัดกังวล ขณะที่มาอยู่ที่วัดนี่ไม่ห่วงอะไรเลยที่บ้าน ถ้าคนฉลาดนี่เขาไม่ห่วง ไอ้คนห่วงน่ะคนโง่ ใช้ปัญญาคิดนิดหนึ่งว่า เรานั่งอยู่ตรงนี้ทางบ้านมันมีอะไรเกิดขึ้น เราเห็นไหม เรารู้ไหม เรารู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้ แต่ว่าถ้าเราได้มโนมยิทธิ ถ้าเราห่วงเราย่องไปประเดี๋ยวหนึ่งก็ได้ และเวลานี้ต้องตัดความห่วงให้หมด ถ้าความกังวลคือ ความห่วงไม่มี จิตมันก็เริ่มเป็นสมาธิ หรือว่านิวรณ์ไม่กวนใจ
หลังจากนั้นทุกคนคุมศีลให้บริสุทธิ์ ตั้งแต่บัดนี้ไปจนกว่าจะถึงวันตาย ไม่ใช่เฉพาะวันนี้และไม่ใช่อยู่ที่วัด ถ้าหากว่าคุมศีลไม่ได้วันไหน ฌานมันก็หล่น ปฏิบัติอย่างนี้คือ :-
๑. จะไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง
๒. จะไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นทำลายศีล
๓. จะไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว
หลังจากนั้น ถ้าเรายังไม่เป็นพระอนาคามี นิวรณ์มันยังตัดไม่ได้ เอาแค่ระงับชั่วคราวคือ :-
๑. กามฉันทะ ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย และในเพศตรงกันข้าม ยามปกติต้องมีและก็ต้องใช้ ก่อนจะทำกรรมฐานมันก็มีแล้วก็ใช้ เลิกกรรมฐานแล้วก็มีแล้วก็ใช้ อันนี้ไม่มีใครเขาว่า แต่ว่าเวลาที่เราจะเริ่มทำจิตเป็นสมาธิ ตัดกำลังนี้ออกจากใจไปชั่วคราว เราเวลานี้เราไม่ต้องการอะไรทั้งหมด
๒. ความไม่พอใจ อย่าให้มี
๓. ไอ้ความง่วงนี้ ถ้าเราโง่มันก็ง่วง ไม่โง่ก็ไม่ง่วง แล้วเวลาจะทำอย่าให้ดึกเกินไป ใช้เวลาหัวค่ำ กลางวันเวลาไหนก็ได้ เวลาทำต้องเป็นคนไม่มีเวลาแน่นอน เวลาไหนเราก็ทำได้ เวลาที่มันง่วงเพลียจัด เราก็อย่าไปทำมันซิ ไม่ให้มีความง่วง
๔. ควบคุมกำลังใจว่า เวลานี้ฉันจะภาวนา เวลานี้ฉันจะพิจารณา เวลานี้ฉันจะรู้ลมหายใจเข้าออก อย่างอื่นอย่าเข้ามายุ่งกับฉัน
๕. เราจะไม่สงสัยในผลของการปฏิบัติ
หลังจากนั้นสมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ ให้ฝึกตื่นขึ้นมาเช้าคิดไว้เสมอว่า วันนี้เราจะเป็นมิตรที่ดีของคนและสัตว์ทั่วไป บุคคลใดมีความทุกข์ เราจะเกื้อกูลให้มีความสุข ถ้าหากว่าถ้ามีใครเพลี่ยงพล้ำเราจะไม่ซ้ำเติม
แค่นี้แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท กำลังใจทรงแค่นี้ เราถือว่าเป็น " ผู้ทรงฌาน " ถ้ารักษาอารมณ์อย่างนี้ไว้ได้ ฌานทุกอย่างจะไม่มีเสื่อม มีแต่ก้าวหน้า
ต่อไปเป็นการรักษากำลังใจ นี่เป็นเรื่องเบื้องต้นของมโนมยิทธิ จะไม่อธิบายถึงผล ผลต่าง ๆ ก็คือ ครูฝึกให้แล้ว ถ้าทรงกำลังได้อย่างนี้ คำว่าเสื่อม คำว่าถอยหลัง ไม่มี ต่อไปที่บอกไว้ในเบื้องต้นว่า การฝึกแบบนี้เป็นการเตรียมตัวเพื่ออภิญญาหก ทีนี้คำว่า " อภิญญาหก " นี่มันต้องมี อาสวักขยญาณ คือ ตัดกิเลส ถ้าตัดกิเลสไม่ได้ เขาเรียกว่า " อภิญญาห้า " อภิญญาห้านี่! เราจะฝึกกันทำไม ฝึกกันเท่าไรมันก็ยังคงลงนรกอยู่ อย่าง พระเทวทัต ได้อภิญญาห้าเหาะลงนรกไปเลย มันต้องเป็นอภิญญาหก คือ ตัดกิเลสให้ได้ ตัดกิเลสนี่มี ๓ ตอน คือ " สังโยชน์ ๑๐ " มีการตัดจริง ๆ ๓ ตอน ทีแรกตัดตอนต้นให้ได้
ตอนต้น คือ อารมณ์ของพระโสดาบันและสกิทาคามี ถ้าคนที่มีวิมานที่นิพพานแล้วถ้าทำไม่ได้อย่างนี้ ภาษาจะพูด ภาษาไม่หยาบก็จะไม่พูดแต่จะพูดให้ฟังที่ว่าอยากจะพูดว่า เลวกกว่าหมานี่ นี่ไม่ได้พูดหรอก บอกให้ฟัง คือว่า ถ้ามีวิมานอยู่ที่นิพพานนี่กำลังใจของเรา บารมีมันถึงนิพพานแล้ว สังโยชน์ ๓ ตัดไม่ได้ก็เลวเต็มที สังโยชน์ ๓ มีอะไรบ้าง กำลังของพระโสดาบันกับสกิทาคามีนี่ต้องได้ กำลังของพระโสดาบัน สกิทาคามี เขามีความรู้สึกอย่างไร เอาความรู้สึกที่มีอยู่ประจำตัว คือ :-
๑. มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้มันต้องตาย จะตายเมื่อไรก็ช่าง คิดว่าอาจจะต้องตายวันนี้ไว้เสมอ คุมความดีไว้ แค่นี้คิดไม่ได้ก็เลวเต็มที
๒. ใช้ปัญญาพิจารณาความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ว่าเราควรเคารพนับถือไหม แค่นี้ถ้ายังสงสัยก็เลวอีกแล้ว
๓. ทรงศีลให้บริสุทธิ์ตามฐานะของตัว ฆราวาสนี่แค่ ศีล ๕ พอ พระก็ ๒๒๗ และก็มากกว่านั้นนะ คือ อภิสมาจารนี่มีอีกเยอะ ธรรมะนี่มีอีกเยอะ สามเณรนี่ศีล ๑๐ พร้อมกับเสขิยวัตร ๗๕ เฉพาะฆราวาสนี่แค่ศีล ๕ ทรงให้ได้ ถ้าทรงศีล ๘ ได้ก็ดี ถามว่าทรงตอนไหน ทรงตั้งแต่เวลานี้ไปจนกว่าจะหมดลมหายใจเข้าออก อารมณ์ของพระโสดาบัน สกิทาคามี มีแค่นี้เป็นพระอริยเจ้าแล้ว ตัดกิเลสเบื้องต้นได้แล้ว ถ้าได้อภิญญาคือ เป็นอภิญญาหกอีก ๒ จุด จะไม่พูดถึง ไม่จำเป็น เอาแค่นี้ให้ได้ก่อน หลังจากนั้นเป็นการซักซ้อมไว้เพื่ออภิญญา
ฉะนั้น การฝึกอภิญญานี่มันมี ๒ แบบ
คนที่ไม่เคยได้มาในชาติก่อน เราฝึกอีกแบบหนึ่ง
คนที่เคยได้แล้วในชาติก่อน เราก็ฝึกอีกแบบหนึ่ง
วันนี้จะพูดเฉพาะคนที่ได้แล้วในชาติก่อน และคนที่ได้มโนมยิทธิมาแล้ว ทุกคนมันเคยได้มาแล้วทั้งนั้น ถ้ากาลเวลามาถึงทำไม่ได้ แสดงว่าคบความโง่ไว้มากกว่าความฉลาด เพราะเคยได้มาแล้วนี่ก็ต้องเอาของเก่ามาใช้ให้ได้ เวลานี้ " มโนมยิทธิ " ที่ฝึกได้แล้วต้องทำให้เข้มข้น อย่าปล่อย เพราะมันเป็นก้าวแรกที่จะเข้าสู่ .. " อภิญญา "
วิธีปฏิบัติเบื้องต้น มีความสำคัญต้องทำ ให้ทรงกำลังใจตามนี้ คือ ไม่ต้องไปไล่หน้ากสิณ ทีแรกคิดว่าจะไล่กสิณเล่นโก้ ๆ พระท่านบอก
“ไม่จำเป็น! คนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องไปไล่กสิณ เพียงแค่กำลังใจเข้าถึงฌานเท่านั้นแหละ คือ เข้าถึงเต็มกำลัง อภิญญาเก่าจะเข้าทันทีใช้ได้หมดเลย... "
แต่ว่าต้องเป็น " พ.ศ. ๒๕๔๓ " ขึ้นไป ให้เริ่มใช้ตั้งแต่เวลานี้ เริ่มใช้ตั้งแต่เวลานี้จิตจะได้ทรงตัว ถ้าคนก็จะเป็นคนดี ถ้าพระก็จะเป็นพระดี ไอ้พระเลว ๆ ที่มันเลวมันไม่ได้ทำ ถ้าพระวัดนี้พระองค์ไหนเลวไม่พลาด " อเวจี " หรือ " โลกันตนรก "
อย่าลืมนะ! นี่วิธีปฏิบัติกำลังใจเพื่ออภิญญา
เมื่อตอนที่ " องค์ปฐม " ท่านมา ท่านบอกใช้อย่างนี้ ให้จับภาพพระพุทธเจ้าเป็นปกติ ให้จิตทรงกำลังฌาน ๔ เป็นปกติ ไอ้ทรงฌาน ๔ เป็นปกติ ฌาน ๔ นี่เวลาเราออกจากร่างกายนี่เราเป็นฌาน ๔ แล้ว แต่นั้นเป็นฌาน ๔ เบื้องต้นที่มีกำลังอ่อน ต้องใช้ให้มีกำลังเข้มข้น นั่นก็คือ นึกถึงภาพพระพุทธเจ้าเมื่อไหร่ นึกปั๊บเห็นทันที นึกจับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ชัดเจนแจ่มใส ตามกำลังให้ได้ทุกวัน ทุกวันและทุกเวลาที่เราต้องการ ไม่ใช่นั่งรอเวลาเงียบสงัด ไม่ใช่อย่างนั้น เดินไปเดินมา ทำงานอยู่นึกปั๊บให้เห็นเลย เห็นแล้วอธิษฐานพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงโตขึ้น ใหญ่ขึ้น สว่างกว่านี้ เล็กลง อยู่ข้างบน สูงมาก สูงน้อย เราทำอย่างนั้น อย่าคิดว่าเป็นการปรามาสพระรัตนตรัย ไม่ใช่ นี่อาตมาแนะนำเอง
ขอให้ทรงกำลังใจอย่างนี้ให้เป็นปกติ เพราะการเดินไปเดินมา พระก็ตาม เวลาเดินไปบิณฑบาต เดินไปทำงานทำอะไรอยู่ก็ตาม ให้เห็นภาพพระพุทธเจ้าเป็นปกติที่ต้องการจะเห็น ถ้าอย่างนี้ทุกคนจะอยู่ในเกณฑ์สำรวม ความวุ่นวายจะไม่มีอยู่ในจิต ความเลวของคนของพระจะไม่มี ญาติโยมสังเกตไว้นะ!
ถ้าพระองค์ไหนมันเลว มันไม่ทำแบบนี้หรอก ถ้าจับแบบนี้อารมณ์เลวไม่มี แล้วงานจะต้องเป็นไปตามปกติ นักเจริญกรรมฐานนี่เขาเคร่งครัดในการงาน เพราะต้องเป็นคนเคร่งครัดในกาลเวลา ถ้าไม่เคร่งครัดในกาลเวลามันทำไม่ได้ แม้แต่ในกรรมฐานเบื้องต้นเขาก็เคร่งครัดในกาลเวลาหรือการงาน
รวมความว่า ถ้าจับภาพพระให้เป็นปกติ สำหรับเรื่องกสิณไม่ใช่ของแปลก และจะลองเล่นกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เป็นอดิเรก อย่าใจร้อน..
อันดับแรก จับภาพพระพุทธเจ้าให้ชัดเจน ต้องฝึกตัวนี้ก่อน เดินไปเดินมานึกเอาอะไรเห็นปั๊บทันที นอนหลับตื่นก็เห็นชัด ต้องอย่างนี้อภิญญา ไม่ใช่มานั่งทำ เขาเดินทำ เขาวิ่งทำกัน การทรงกำลังของสมาธิ เมื่อได้ทุกขณะแล้วอย่าใจร้อน เมื่อได้ตามความต้องการนึกเมื่อไรเห็นชัด ต่อจากนั้นไปก็เอากสิณอย่างใดอย่างหนึ่งมาเล่นเป็นงานอดิเรก กสิณลมนี่มันเล่นยาก ความจริงอยากจะให้เล่นกสิณลม กสิณลมนี่มันเหาะได้นะ โก้ดี แต่มันเล่นยาก ถ้าไม่ฉลาดนี่มันเล่นยาก เอาง่าย ๆ ดีกว่า เอาปฐวีกสิณก็ได้ หรือ อาโปกสิณก็ได้ เอาง่าย ๆ ..
ถ้าปฐวีกสิณ ก็จับดินขึ้นมา เอาดินสีอรุณขึงไว้ทำวงกลมให้โตพอที่ตามองเห็น แล้วไม่เห็นขอบวงกลม จับภาพให้ทรงตัว แต่ก็ไม่สะดวกอีก ต้องอาโปกสิณดีกว่า
อาโปกสิณ เล่นง่าย ถ้ามันทำได้อย่างใดอย่างหนึ่งมันได้หมด ถ้าอาโปกสิณเอาน้ำมาใส่แก้วหรือใส่ขัน จับภาพพระพุทธเจ้า เดินไปเดินมาก็เห็นชัด นั่งก็เห็นชัด พอจับภาพพระพุทธเจ้าเห็นชัดเจนแจ่มใส แพรวพราวเป็นระยับเป็นฌาน ๔ ทรงตัว ขอพระองค์โตขึ้น เล็กลง อย่างนี้สะดวกมากได้แน่นอน จิตไม่วอกแวกตามกำลัง ตั้งเวลาไว้ ๑๐ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที ให้ทรงตัวให้ได้ ถ้า ๓๐ นาทีมันไหลไป อย่างนี้จิตใช้ไม่ได้แล้ว ยังเล่นกสิณไม่ได้ ถ้ามันทรงตัวได้จริง ๆ ภาพทรงตัว เวลานั้นก็เอาน้ำมาตั้ง จับภาพพระพุทธเจ้าให้ชัดเจนแจ่มใสเต็มกำลังของฌาน ๔ คือ แพรวพราวเป็นระยับของฌาน ๔
หลังจากนั้นถอยหลังมา ขอกำลังบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า น้ำในแก้วหรือในขันนี้ขอให้แข็ง จิ้มไปตรงไหนตรงนั้นแข็ง แล้วเข้าฌาน ๔ ใหม่ จับภาพพระพุทธเจ้าใหม่ทำใจเฉยไว้ ถอยหลังมาอีกทีทรงจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิ อธิษฐานว่าน้ำนี้จงแข็ง แล้วจิ้มปั๊บมันแข็งหรือยัง ยังไม่แข็งก็แล้วไป เพราะเวลามันยังไม่ถึง ซ้อมไว้จนกว่าจะถึง " พ.ศ. ๒๕๔๓ " ทำไปทุกวัน ๆ เล่นแบบนี้ เล่นเป็นปกติ ไม่ช้าก็จะมีการทรงตัว พออธิษฐานไปอธิษฐานมา น้ำเกิดแข็งมาตามความชอบใจ เราต้องใช้เวลาอยู่ ยังเป็นกำลังของอภิญญาไม่ได้ ยังอ่อนมากไป
ถ้าจะเป็นกำลังของอภิญญาจริง ๆ ก็จับน้ำมา น้ำที่ไหนก็ตาม น้ำในแม่น้ำ น้ำในคลอง น้ำในบ่อก็ตาม นึกว่าน้ำที่จับไปจงแข็ง แหย่ปั๊บทันที แข็งทันที อย่างนี้เป็นตัวอภิญญาแน่ หลังจากนั้นก็ใช้กำลังของกสิณให้พอใจ กำลังของกสิณก็คือ :-
๑. ปฐวีกสิณ อธิษฐานของอ่อนให้เป็นของแข็ง อยากจะเดินบนน้ำก็อธิษฐานว่า เท้าที่เราก้าวไปตรงไหนให้น้ำแข็งเหมือนดิน เฉพาะที่เท้าก้าวนะ อย่าไปเสือกอธิษฐานให้หมดทั้งคลองนะ! มันไม่ถูก..การจราจรเขาเสีย อย่างนี้ก้าวไปได้สบาย อยากจะเดินไปในอากาศ อธิษฐานว่าเท้าที่ข้าพเจ้าก้าวไปในอากาศ เหยียบตรงไหนให้แข็งเหมือนดิน เดินได้สบาย...
๒. อาโปกสิณ ทำของแข็งให้เป็นของอ่อน หินมันแข็งทำให้เป็นของอ่อน เหล็กมันแข็งให้มันอ่อน แล้วฝนไม่ตกทำให้ฝนตกได้ทุกอย่าง
๓. เตโชกสิณ ไฟนี่! ถ้ามันหนาวเกินไป อธิษฐานเตโชกสิณ ให้มีความอุ่นแค่นั้นแค่นี้ ต้องการให้ไฟลุกล้อมใครเสียก็ได้ ใครพูดไม่ดีอธิษฐานให้ไฟล้อม มันเดินไม่ได้อยู่ตรงนั้นแหละ ถ้ามันไม่ขอขมาก็ไม่เลิกกัน อย่าไปเล่นแบบนี้นะ ถ้าไปเล่นแบบนี้กสิณเสื่อม หรือบางทีความมืดก็ใช้เตโชกสิณช่วยให้แสงเกิด
๔. วาโยกสิณ กสิณเหาะ! นึกอยากจะให้เราไปไหน นึกแป๊บเดียวมันจะไปถึงทันที นึกอยากจะให้ใครมาหาเรา ก็คิดถึงวาโยกสิณปั๊บหอบคนนั้นมา มันจะมานั่งปุ๊บนั่งข้างหน้าเลย เอาแค่นึกไม่ใช่ตั้งท่านะ ตั้งท่าใช้ไม่ได้
๕. ปีตกสิณ ถ้าของสีดำ สีแดงก็ตาม ต้องการคิดให้เป็นสีเหลือง สีทอง และแผ่นดินนี่ต้องการให้เป็นสีทองเมื่อไหร่ มันจะเป็นทองได้ทันที ไอ้บ้านหลังนี้ถ้าเป็นตึกเป็นไม้ เราคิดจะให้เป็นสีเหลือง สีทอง มันก็เป็น...
๖. โอทาตกสิณ โอทาตกสิณนี่ถ้าของมันขาว มันเขียว มันแดงนี่ ต้องการให้มันขาว นึกให้มันขาวมันจะขาวเลย
แต่ก็มีกสิณอีกเยอะ! รวมความว่ากำลังของกสิณทั้งหมดเป็นเรื่องเล็ก ๆ ถ้าเราทำเบื้องต้นได้
ฉะนั้น ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายเตรียมฝึกเพื่ออภิญญา เวลานี้จะเตรียมใช้กำลังใหญ่ไว้ได้เลย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าถ้าทำอย่างนี้มโนมยิทธิของทุกคนจะไม่มีคำว่าเสื่อม จะมีความทรงตัวแล้วจะเข้มแข็งขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังที่จะตัด " สังโยชน์ ๓ " ต้องทำให้ได้ อันนี้ไม่ใช่คำขอร้อง เป็น " คำสั่ง " ว่าคนที่ต้องการความดีถึง " นิพพาน " หรือ " อภิญญา " ก็ตาม ต้องทำ " สังโยชน์ ๓ " ให้ได้ คือ :-
๑. มีความรู้สึกไว้ทุกวัน เวลาตื่นเช้าว่าชีวิตนี้มันต้องตาย ถ้าตายแล้วเราไม่ยอมไปอบายภูมิ
๒. เราจะยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง เป็นกำลังใจของเราด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
๓. จะทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์
เท่านี้แหละ! แล้วหลังจากนั้นก็ใช้กำลังใจของพระอรหันต์ไว้ประจำใจ คือ ขึ้นชื่อว่ามนุษยโลกมันเป็นทุกข์เราไม่ต้องการมันอีก พรหมโลกกับเทวโลกสุขจริง แต่ไม่นาน ไม่ต้องการมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ .. " นิพพาน " อย่างนี้เป็นอารมณ์พระอรหันต์ รักษากำลังใจตามนี้ไว้ เมื่อถึงอายุขัยเมื่อไร ก่อนจะตายจะเป็นอรหันต์เมื่อนั้น เมื่อตายเมื่อไรก็ไปนิพพาน ...
ถ้ายังไม่ไปนิพพานเพียงใด ถ้าโอกาสมี ถ้าเราสามารถใช้อภิญญาได้ แต่ว่าการใช้อภิญญานี่ต้องใช้ให้ถูกต้อง พระพุทธเจ้าท่านห้ามพระ ถ้าไม่มีคนเห็นใช้ได้ ถ้ามีคนเห็นใช้ไม่ได้ แล้วก็มีประโยชน์มาก
สำหรับคำแนะนำการฝึกอภิญญาหก ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ สวัสดี
วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554
กรณียเมตตสูตร
กรณียเมตตสูตร
๑. กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยังตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ สัจสะ มุทุ อะนะติมานี
๒. สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
๓. นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
๔. เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย มะหันต วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
๕. ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
๖. นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
๗. มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
๘. เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
๙. ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
๑๐.ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ
หัวใจคาถากรณีเมตตสูตร
เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
๑. กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยังตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สุวะโจ สัจสะ มุทุ อะนะติมานี
๒. สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
๓. นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
๔. เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย มะหันต วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
๕. ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
๖. นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
๗. มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
๘. เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
๙. ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
๑๐.ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ
หัวใจคาถากรณีเมตตสูตร
เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
ธรรมะบันทึกเทปไว้เมื่อวันที่ 15 พ.ค 44
บทสวดมนต์
ธรรมะจักร ยอดพระกัณไตร ชินบัญธร พุทธมังคลคาถา มงกุฏพระพุทธเจ้า
ในการสวดมนต์ของแต่ละวันก็เป็นกุศลผลบุญ เมื่อทุกคนทำได้ก็จะมีคำตอบอยู่ในตัว อย่าปล่อยให้กาลเวลาล่วงเลยโดยเปล่าประโยชน์ อย่าปล่อยให้เวรกรรมเข้ากายเข้าจิตอยู่ทุกวันเวลา ทำเอาผลบุญเข้าไปหล่อจิตหลอมจิตปิดบังกรรมเวรที่จะเข้าใหม่ เอาเข้าไปชดใช้กะกรรมเก่าเวรเก่า เอาเข้าไปล้างจิตที่เป็นเวรจิตที่ไม่ดี อารมณ์ที่ไม่ดีทั้งหลาย เอาเข้าไปให้กะความคิดวิตกกังวลล่วงหน้าทุก ๆ วันทำอย่างนี้ 1 ใส่บาตร 2 มีสตินำทาง 3 วางเรื่องวางปัญหาไม่ใช้โทสะนำทาง 4 ขออโหสิเวรขออโหสิกรรม 5 ขอการสวดมนต์ สวดมนต์แจกจ่ายกุศลผลบุญให้แก่สิ่งต่าง ๆ วันนี้ที่ข้าพเจ้าได้เขียนมา ปัจจุบันก็ปฏิบัติอยู่ต่อไปนี้ที่จะเขียนเพื่อให้เป็นธรรมะทานแด่ทุก ๆ ท่านที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ธรรมะ ที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นธรรมะที่ข้าพเจ้าได้ฟังมา และได้บันทึกเทปไว้ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 44 เมื่อใครได้อ่านธรรมะที่ข้าพเจ้าคัดลอกจากเทปแล้ว ลองพิจารณาดูว่าธรรมะที่ได้อ่านอยู่นี้เป็นธรรมะของท่านผู้ใด ขอให้ทุกคนลองอ่านดู แล้วนำไปปฏิบัติ ให้ได้แก่ตัวของตัวเอง
ธรรมะบันทึกเทปไว้เมื่อวันที่ 15 พ.ค 44
ในสิ่งที่เราทำที่เป็นกรรมและเวร ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ ในสิ่งต่าง ๆ ของทุกอย่างที่เป็นเวรในจิตของตัวเรา เวรที่อยู่ในกายสังขารของเรา เวรที่อยู่ในจิตของเราก็คือความวิตกกังวลทั้งหลาย ความคิดทั้งหลาย เรื่องและปัญหาทั้งหลาย อันนี้เรียกว่าเวรในจิต ส่วนเวรที่อยู่ภายในกายสังขารสำหรับมนุษย์ ในส่วนเหล่านี้ มีความเจ็บปวดบ้าง มีสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย ที่มนุษย์ต้องแก้ ภายในสิ่งที่เรียกว่าภายนอก วาจาของมนุษย์ที่อยู่ภายนอกก็เป็นเวร เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยู่ภายในจิตกะสิ่งที่อยู่ภายนอกกายสังขาร ล้วนแล้วแต่เป็นเวร ทั้งภพภูมิต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเวลาถอนขณะนี้ สำหรับมนุษบ์ทุกคน ถอนเพื่อให้เจ้าหนี้ และเจ้าเวรและสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายของมนุษย์ ได้ละวางความอามาตพยาบาท ทั้งอดีตชาติทั้งปัจจุบัน พอมาถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่าวันถอน สำหรับมนุษย์แล้ว บางคนก็ได้ถอน บางคนก็ไม่ได้ถอน เพราะเวรเหล่านั้นปิดกั้นในการถอนที่มีสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่างที่เป็นเวร เพื่อให้มีเวรกันต่อไป เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ ตั้งนะโมพร้อมกัน ตั้งนะโม 3 จบ เอ่ยชื่อนามสกุล ข้าพเจ้านายหรือนาง ขออโหสิเวรขออโหสิกรรม สิ่งที่เป็นจิตวิญญาณภายนอกทั้งหลาย จิตวิญญาณภายในกายสังขารของข้าพเจ้า และกายสังขารของข้าพเจ้า ที่เป็นเวรทั้งหลาย ที่เป็นกรรมทั้งหลาย ข้าพเจ้าขออโหสิเวร ขออโหสิกรรม ทั้งอดีตชาติ และปัจจุบันชาติ ขออย่าได้มีเวร ขออย่าได้มีกรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ
การขออโหสิเวรกายสังขารภายนอก แขนก็ดี เท้าก็ดี ภายในกายสังขารของตัวเราทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งใด ที่จะทำให้กายสังขาร ของตัวเราเจ็บ เจ็บจากไม้ เจ็บจากมีด เจ็บจากวัตถุต่าง ๆ เจ็บจากหินดินทรายทั้งหลาย ในส่วนเหล่านั้น ความอาฆาตพยาบาททั้งหลาย ภายนอกเริ่มเกิดขึ้น แต่ส่วนที่เรียกว่าความอาฆาตพยาบาท ที่อยู่ในจิตของเรา เจ้ากรรมนายเวร คือตัวทุกข์ก็ดี ตัวกรรมก็ดี ในส่วนเหล่านั้นทั้งหลาย ที่ทำให้ตัวเราทุกข์มากมาย เราทุกข์กับหน้าที่การงาน เราทุกข์กับความเป็นอยู่ เราทุกข์กับเรื่อง เราทุกข์กับปัญหา เราทุกข์กับสิ่งต่าง ๆ เราทุกข์กับการทำมาหากินของตัวเราทั้งหมดทั้งสิ้น อันนั้นแหละเขาเรียกว่าเวรของเรา มันอยู่ในกายเราทั้งหมด แต่ส่วนการแก้สำหรับมนุษย์ต่าง ๆ ทุกอย่าง คือเราไม่ทุกข์ กับทุกเรื่อง เวลาที่เราจะตาย ไอ้สิ่งที่เป็นงานเป็นหน้าที่ เป็นวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ทุกอย่าง ในส่วนเหล่านี้เขาไม่ได้ตายไปพร้อมกับเราด้วย แต่ในสิ่งที่เราเป็นขณะนี้ เราเหนื่อยกะงาน เหนื่อยกะสิ่งต่าง ๆ มากมาย เพื่ออะไร เพื่อสิ่งที่มนุษย์ให้หลุดพ้นจากโลก ที่เรียกว่าภายนอกสำหรับมนุษย์ เขาถึงได้ให้มนุษย์เกิดมา ให้มีความโลภติดมาด้วย ให้มีสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย ความอาฆาต ความพยาบาท ความเคียดแค้นความชิงชัง ต่าง ๆ เขาให้มนุษย์แต่ละคนมีเหมือนกันหมด มีความอดอยาก ความทุกข์ทรมาน มีทั้งสุขด้วยทุกข์ด้วย มีสิ่งต่าง ๆ มากมาย เขาให้แต่ละคน ทุกคนมา แต่ที่มนุษย์มาหาภายนอก ที่เป็นเกียรติเป็นยศเป็นตำแหน่ง ทุกอย่างคือวัตถุภายนอก หลุดพ้นหรือยังแต่ส่วนในจิตสำหรับมนุษย์แต่ละคน การรู้ต่าง ๆ สำหรับมนุษย์ รู้แล้ววางได้หรือยัง รู้แล้วปฏิบัติได้หรือยัง รู้แล้วสิ่งที่มนุษย์ได้ คือความว่างเปล่า ที่เกิดอยู่ในจิตของมนุษย์หรือยัง ในสิ่งที่มนุษย์รู้ด้วย วางด้วย แก้ด้วย ปฏิบัติด้วย สิ่งต่าง ๆ ที่ดี ก็อยู่ในกายของมนุษย์ อยู่ในจิตของมนุษย์ อยู่ในวาจาของมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่าง การเดินข้าม การเดินทาง การเดินอย่างไม่ระวัง ในสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายก็เป็นอันตรายทั้งหมด แต่ถ้าเราเดินต่าง ๆ แล้วพิจารณาไปด้วย ว่าสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราแก้ สิ่งที่เราหลุดพ้น คือตัวเรา ในสิ่งที่เราเกิดอยู่เป็นอยู่ทั้งหมดทั้งสิ้น แม้แต่กายสังขาร สำหรับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นขี้เหงื่อก็ดี ขี้ใครก็ดี ในส่วนเหล่านั้น มนุษย์ยังไม่รับว่าเป็นของมนุษย์ ทั้งที่อยู่ในกายสังขารของมนุษย์ เวลาที่เป็นขี้ใครก็ดี ขี้เหงื่อก็ดี แต่ส่วนที่เป็นของตัวเราบ้าง ถามว่าสิ่งใดคือตัวเรา ๆ วัตถุภายนอกทั้งหลาย ที่มนุษย์ยึดติด อันนั้นแหละของเรา บ้านของเรา วัตถุทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ของเรา แต่สิ่งที่อยู่ในตัวของเราของแต่ละคน แม้แต่ที่เป็นยศก็ดี เกียรติก็ดี ตำแหน่งก็ดี หรือสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย ก็มีอยู่ในกายสังขาร ไอ้ที่เป็นขี้ใครก็ดี ขี้เหงื่อก็ดี อันนั้นแหละ ถามว่าไปยกให้แก่ผู้ใด ถามว่าไปยกให้แก่ผู้ใด ถามว่าอยู่ที่ผู้ใด ขี้ใครก็ดี เหงื่อก็ดี ถามว่าทำไมมนุษย์ ไม่ให้บุคคลอื่นบ้าง ทำไมให้อยู่ที่ตัวเราทั้งหมด ถามว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมมนุษย์ไม่รับเป็นของมนุษย์ แม้แต่ขี้ใครที่อยู่ในกายสังขารของมนุษย์ มนุษย์ยังไม่ยอมรับเลย บอกว่า ถามว่าขี้ของใคร ถามว่าเป็นเพราะอะไร ในเมื่อเป็นของเราทั้งหมด แต่ตัวเราไม่รับ เอาที่เป็นของบุคคลอื่น ในส่วนเหล่านั้น ในสิ่งที่ไม่ดีสำหรับมนุษย์ทุกคน มนุษย์รับสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่างของตัวสำหรับมนุษย์ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม
หลวงพ่อถามมนุษย์ทุกคนว่า ความสุขความทุกข์ต่าง ๆ ทุกอย่าง ที่เราเกิดมาทั้งหลาย เมื่อไหร่จะดับสูญ ๆ ในขณะที่เราตาย ความสุขความทุกข์ต่าง ๆ ทั้งหลาย ดับสูญไปพร้อมกับกายสังขาร ของตัวเรา แต่เวรที่เราสร้างไว้ กรรมที่เราทำไว้ ทั้งอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี มันไม่ได้ดับสูญเหมือนอย่างที่กายสังขารของตัวเรา ที่ดับสูญต่าง ๆ ทุกอย่างด้วย หลวงพ่อถามมนุษย์แต่ละคน ว่าสิ่งที่มนุษย์วาง มนุษย์แต่ละคนวางอะไรได้บ้าง มนุษย์แต่ละคนถามว่าวางอะไร วางบางครั้งบางคราว หรือว่าวางแล้วหยิบขึ้นมาใช้อีก ถามว่าวางอะไร
หลวงพ่อให้มนุษย์ทุกคนที่มาฟังธรรมในวันนี้ ให้ถอนการบ่น หลวงพ่อให้มนุษย์ทุกคนวางที่บ่นด้วย เพราะเวลาที่บ่น บ่นแล้วไปเข้าหูบุคคลอื่น ความเจริญทั้งหลายจึงไม่เกิด เหนื่อยก็ดี ไม่ไหวก็ดี แย่ก็ดี อันนี้เขาเรียกว่าบ่น สิ่งที่บ่นคือความทุกข์ต่าง ๆ ทุกอย่าง ง่วงก็ดี กินไม่ได้ก็ดี กินได้ก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ให้ถอนคำว่าบ่นซะ หลวงพ่อให้มนุษย์ทุกคนที่มาฟังธรรมะในวันนี้ ถอนคำบ่น ถอนหมดทุกคนไม่มีคนไหนที่ไม่มี (มีผู้มาฟังธรรมถามหลวงพ่อว่าเพราะฉะนั้นแต่ละวันที่เป็นอยู่ก็พูดอะไรไม่ได้เลยเพราะจะผิดไปหมด) หลวงพ่อเทศน์โปรดว่าพูดได้มนุษย์ พูดธรรมะอย่างที่หลวงพ่อเทศน์พูดได้ทั้งวัน เพราะฉะนั้นการแก้ของมนุษย์แต่ละคน หรือว่าทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถทำให้กายสังขาร ของมนุษย์แต่ละคน เป็นวาจาก็ดี หูก็ดี ตาก็ดี สามารถหลุดพ้นจากเวรทั้งหลาย กรรมทั้งหลาย ทั้งอดีตหรือว่าปัจจุบันชาติของมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นให้ทุกคนตั้งนะโม 3 จบ พร้อมกัน พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อนามสกุล นิพนธ์ ฆะวีวงษ์ (เป็นตัวอย่าง) ขอถอนการบ่นที่เป็นเวรทั้งหลาย ขอถอนการว่าที่เป็นกรรมทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ข้าพเจ้าขอถอนสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ทั้งอดีตชาติ และปัจจุบันชาติ ขอให้หลุดพ้นเวร ขอให้หลุดพ้นกรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ หลวงพ่อถามทุกคนที่มาฟังธรรมะ ถามว่าผักบุ้งเขากินแก้อะไร ภาษาทางโลกของมนุษย์ที่เขากินกันว่าแก้ตามัวบ้างให้ตาสว่างบ้าง แล้วมนุษย์บางคนใส่แว่นตา เพื่ออะไรทำไมมนุษย์ไม่กินผักบุ้ง มนุษย์จะได้ไม่ต้องใส่ที่เป็นแว่น (ตอบไม่ใส่ไม่ได้ตาไม่สว่าง) เพราะอะไร เพราะมันเป็นเวรมนุษย์ ไม่ว่าจะกินอย่างไรก็ไม่หาย ให้กินทั้งราก ทั้งต้นทั้งโคนด้วย แต่สิ่งที่เป็นเวรของมนุษย์ แต่ละคนเวลาสวดมนต์ ตาไม่ดีบ้าง เวลาด่าไม่เห็นปากไม่ดีบ้างเลย เวลาด่าเวลาว่าแม้แต่ปากเจ็บยังด่ายังว่าเลย ไม่ยอมละเหมือนตาบ้างเลย (ผู้มาฟังธรรมะถามหลวงพ่อว่าที่ตาฝ้าเกิดจากอะไรครับหลวงพ่อ) สิ่งที่มนุษย์แต่ละคน บางคนเป็นเวรแต่อดีต บางคนเป็นเวรกับปัจจุบัน ปัจจุบันหมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ทำไว้ กับสรรพสัตว์ก็ดี กับสิ่งที่มนุษย์เจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ที่รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี (แก้อย่างไรครับหลวงพ่อ) ให้มนุษย์ใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์ ที่มนุษย์แต่ละคนสร้างเวรไว้ สร้างกรรมไว้ มนุษย์บางคนก็จกกินแต่ตาปลา มีที่เป็นมนุษย์ทั้งหลายที่มาฟังธรรม เพราะฉะนั้นให้ใส่บาตรกรวดน้ำให้แก่ตาบ้าง เพราะสิ่งต่าง ๆ ของมนุษย์ทีตาเรา เราไม่ให้เขากิน ทีเวลาตาเขาเราชอบกินตาเขา เพราะฉะนั้น เราก็ควรใส่บาตรกรวดน้ำอุทิศผลบุญให้เขาด้วย สิ่งที่มนุษย์ หูก็ดีถามว่าหูไม่ดีสำหรับมนุษย์คืออะไร (ตอบ หูหนวก หูตึง) ถามว่ามีอีกหนึ่งหูคืออะไร (หูหาเรื่อง) ที่มนุษย์เรียกหูอย่างอื่นรักษาได้หมด หูตึงก็ดี หูหนวกก็ดี แต่หูหาเรื่องรักษายาก ถามว่ามนุษย์ควรทำอย่างไร ผู้มีอายุขัยจะเป็นเยอะบางครั้งพูดดีอยู่ ฟังไม่รู้เรื่องแล้ว เพราะอะไร ถามว่าควรจะแก้อย่างไร หูหาเรื่อง เพราะฉะนั้นแก้ด้วยการไม่ยึดติด ไม่ว่าจะสิ่งใดจะเข้ามากระทบหูเราก็ตามเราอย่าเกิดอารมณ์ที่ขุ่นมัวในขณะนั้นที่เรายังไม่เข้าจิต แต่ผู้มีอายุไปก่อนแล้วที่เป็นหูหาเรื่องต่าง ๆ ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นอารมณ์ที่ขุ่นมัวก็เหมือนกัน ภายนอกที่เป็นตา มนุษย์แก้ซะ ภายนอกที่เป็นหูสำหรับมนุษย์แก้ซะ แต่ที่เป็นปากของมนุษย์ควรจะแก้อย่างไร หลวงพ่อถามทุกคน หูแก้ได้ตาแก้ได้ แล้วที่เป็นวาจาถามว่าแก้คำไหนดี เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นแผล ที่เขาไม่ให้พูด ก็ยังพูดอีก ที่เขาไม่ให้ด่า ก็ยังด่าได้ พอด่าไปด้วย ยังบอกว่าเจ็บไปด้วยอีก เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ของตัวเราของทุกคน ถ้าเราไม่พยายามแก้ไขที่ตัวเราแล้ว ไม่มีสิ่งใดแก้ได้ เหมือนหน้าที่การงาน สำหรับมนุษย์ทุกคน งานสิ่งใดเกิดแก้ที่งานอันนั้น ปัญหาอันใดเกิด แก้ที่ปัญหาอันนั้น เพราะฉนั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม สำหรับบุคคลต่าง ๆ ทุกอย่าง การแก้สำหรับมนุษย์ การวางการติดตั้งต่าง ๆ ทุกอย่าง การแก้สำหรับมนุษย์ การวางการติดตั้ง ต่าง ๆ ทุกอย่างอยู่ในกายสังขารของมนุษย์ ที่เป็นเครื่องยนต์ก็ดี เครื่องจักรก็ดี มอเตอร์ก็ดี เครื่องสูบน้ำทั้งหลาย เครื่องเหล่านั้นเขาแยกประเภท แต่ส่วนเครื่องที่อยู่ในตัวของตัวเรา ถามว่าแยกประเภทกันบ้างหรือยัง ๆ เพราะฉะนั้นมนุษย์ควรแยกด้วยอันนี้คือวิ่ง อันนี้คือทำ อันนี้คือแก้ อันนี้คือปฏิบัติ อันนี้คือให้เจ้ากรรมนายเวร อันนั้นแหละคือเครื่องยนต์ ที่เดินอยู่ในกายสังขารของตัวเรา เราได้แต่ไปซ่อมไปแก้ที่เครื่องยนต์ ที่อยู่ข้างนอก ไอ้ที่พักเสียเราแก้ ไอ้ที่วิ่งไปไหนมาไหนได้ที่เป็นยานพาหนะแก้ เครื่องยนต์ที่วิ่งในเรือเราแก้ แต่ส่วนเครื่องที่วิ่งอยู่ในกายสังขารของตัวเรา ถามว่าใครจะเป็นช่างแก้ให้เราได้ ในเมื่อมีหมด เป็นเรือก็เป็น เป็นที่มนุษย์เรียกว่าเครื่องจักรก็เป็น เป็นที่มนุษย์เรียกว่าเครื่องยนต์ก็เป็น เป็นไอพ่นก็เป็น เป็นทุกอย่าง แล้วมนุษย์จะหาช่างที่ไหน ถามว่าจะหาช่างที่ไหน ต้องเป็นช่างที่ตัวเรา เพราะฉะนั้นหาสิ่งที่บุคคลต่าง ๆ แก้ให้ตัวเราไม่ได้ เพราะสิ่งที่อยู่ภายนอกเขามีไว้สำหรับคนที่เรียนรู้เฉพาะสิ่งที่เสีย แต่ส่วนของตัวเราสิ่งต่าง ๆ ที่เสีย เราควรแก้ในสิ่งที่อยู่ในจิตของตัวเราทั้งหมด ว่าสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายทุกอย่าง ที่เป็นน้ำเน่าน้ำดีต่าง ๆ ทุกอย่าง มันอยู่ในกายสังขารของตัวเราทั้งหมด ที่เป็นน้ำหนองก็อยู่ที่หนึ่ง ที่เป็นน้ำเหลืองก็อยู่ที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ในเมื่อแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ทุกอย่างเราก็ต้องเป็นหมอเองเป็นช่างเองตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่ในกายสังขารของตัวเรา ทั้งหมดทั้งสิ้น อันนั้นแหละคือการแก้ การมีหน้าที่ของมนุษย์แต่ละคน แต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะอยู่ชั้นวรรณะใด หรือสิ่งใดก็ตาม สำหรับมนุษย์ทุกคนการแก้ก็ดีการวางก็ดี การขอก็ดี เพราะฉะนั้นขอได้ แก้ได้ แต่การหลุดพ้นยังไม่เกิด ถ้ามนุษย์ขอไปด้วย แก้ไปด้วย วางไปด้วย ทำไปด้วย การหลุดพ้นต่าง ๆ ทุกอย่าง เกิดขึ้นเอง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เวลาช้าดีกว่าที่มนุษย์ยังไม่ได้ทำ หรือว่ายังไม่ได้แก้ เวลาที่ช้าสามารถทำให้มนุษย์มีสติอยู่ตลอดเวลา ในการแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่าง ในสิ่งต่าง ๆ สำหรับมนุษย์ แต่ละคนก็ตาม ภพภูมิหรือว่าปัจจุบัน ถามว่าอนาคตของมนุษย์อยู่ที่ไหน อนาคตที่มนุษย์เรียกว่าอนาคตบ้าง ให้มีอนาคตกันทุกคนอยู่ที่ไหน อนาคตของทุกคนในเวลาที่มนุษย์ได้ปฏิบัติได้ทำได้หลุดพ้น อันนั้นแหละคืออนาคต แต่ถ้าพูดถึงทางโลกสำหรับมนุษย์ อนาคตสำหรับมนุษย์ ก็คือการหาเลี้ยงกายคือทุกข์ไปตลอดทั้งชีวิต อันนั้นแหละคืออนาคตของมนุษย์ เพราะฉะนั้นถามว่าในส่วนเหล่านั้นมนุษย์ไม่รู้ ไม่รู้ถึงเวร ว่าในสิ่งต่าง ๆ แม้ตัวเราใกล้จะตาย เรายังห่วงทรัพย์สมบัติ เรายังห่วงที่เป็นพื้นที่อยู่ภายนอกมาก เราไม่ห่วงตัวเรา เราห่วงตัวเรา ในขณะที่เวลาที่ตายแล้วห้ามเผาบ้าง เอาไว้ร้อยวันบ้าง ห้ามเผาเลยกลัวร้อนบ้าง อันนั้นแหละคือสิ่งที่ยึด แต่จิตวิญญาณต่าง ๆ ที่ละจากสังขารไปแล้ว สำหรับตัวของมนุษย์ทุกคน ถามว่าไปอยู่ชั้นวรรณะใด ร้อนยิ่งกว่าไฟที่มนุษย์เผาภายนอกอีก อีกที่เรียกว่าเป็นร้อยเท่า ขณะที่ไฟที่อยู่ภายนอกเท่าหนึ่งมนุษย์ยังไม่เดินผ่าน เดินใกล้ แต่ถ้าเป็นไฟเวรไฟกรรมแล้ว มันร้อนกว่าไฟที่มนุษย์เผาผลาญ กว่ามนุษย์อีกเป็นร้อยเท่า ไม่ว่าจะอยู่ในชั้นวรรณะใดพื้นใดภพใด ของมนุษย์แต่ละคนก็ตาม มีหญิงชราเดินผ่านที่เรียกว่าไฟที่กำลังเผาผลาญ ขณะเดินผ่าน บุคคลที่อยู่ภายนอกร้องกันก็ไม่ให้หญิงชราที่เดิน ที่เรียกว่าผ่านไฟอันนี้ต่าง ๆ ทุกอย่างเข้าใกล้ไฟ แต่ในส่วนที่เป็นหญิงชราที่เดินผ่านที่เรียกว่าไฟอันนี้ สิ่งที่อยู่ในกาย สิ่งที่อยู่ในวาจาของหญิงชรา อันนี้กล่าวไว้ว่า ไฟภายนอกทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นเพียงธรรมชาติ ไฟที่เผาผลาญจิตเรา ตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่เกิดมา จนขณะนี้กายสังขารชรา ไฟที่เผาผลาญในกายสังขาร ของตัวเราก็ยังไม่สิ้นสุดเลยแต่ไฟที่เรากำลังเดินลุยอยู่นี้ กำลังจะมอดไหม้แล้วสิ้นสุดลง เมื่อถึงเวลาของเขา แต่ให้ทุกคนที่ร้องบอกว่าอย่าเดินลุยไฟ ช่วยดับไฟที่อยู่ในจิตของตัวในสิ่งที่เป็นหญิงชราคนนี้บ้าง ว่าไฟที่เห็นอยู่ภายนอก ไม่เท่ากับไฟที่เผาผลาญเลย ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่จำความได้ จนสังขารจะเดินไม่ได้ ไฟที่อยู่ในกายสังขาร ที่อยู่ในจิต ก็ยังไม่มอดไหม้เลย ให้ทุกคนที่ช่วยดูอยู่ภายนอก ช่วยดับให้ที อันนี้แหละคือธรรมะที่สูงสุด เรามองเห็นภายนอก เรารู้สิ่งต่าง ๆ ทุกอย่าง เราดับได้เราแก้ได้ แต่ถามว่าใคร ที่จะไปช่วยดับไฟ ที่อยู่ในกายของหญิงชรา ตั้งแต่เกิดมา จนกายสังขารจะดับแล้ว ไฟที่อยู่ในกายสังขารของหญิงชรา ก็ยังหาทางดับไม่ได้ แต่ในสิ่งหนึ่งที่เข้าไปดับไฟที่อยู่ในกายสังขารหญิงชราได้อานิสงค์จากสิ่งที่เป็นน้ำ มีน้ำอยู่ขันหนึ่ง เหลือเวลาช่วงสุดท้ายของชีวิต ข้าพเจ้าขออธิฐานจิต ในเมื่อน้ำอันนี้ดับไฟภายนอกที่ข้าพเจ้าได้เดินลุยอยู่นี้ ข้าพเจ้าขอเป็นทาน ขอน้ำขันนี้ ขอดับไฟเวรทั้งหลาย กรรมทั้งหลาย ที่อยู่ในกายสังขารของข้พเจ้า ตลอดชาติภพภูมิต่าง ๆ ทุกอย่างต่อไป เวลาที่หญิงชราอธิษฐานเสร็จ ไฟที่อยู่ภายนอกก็ดับ ไฟที่อยู่ในการสังขารของหญิงชราก็ดับ กลายเป็นต้นโพธิ์ทั้งหลาย ในสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้เข้าพึ่งพิงอาศัย ทั้งสรรพสัตว์ก็ดี ทั้งมนุษย์ก็ดี ทั้งจิตวิญญาณต่าง ๆ ทุกอย่างได้เข้าพึ่งพิงอาศัย ต้นโพธิ์เหล่านั้น เป็นที่พึ่งเป็นที่ยึด จากกายสังขารของหญิงชราที่อธิษฐานด้วยน้ำ เพราะฉะนั้นธรรมะต่าง ๆ ทุกอย่าง ไม่จำเป็นเลย ที่มนุษย์แต่ละคนจะต้องถึงจุดหมายปลายทาง ในขณะที่เกิดทุกสิ่งทุกอย่าง มนุษย์ก็สามารถใช้ปัญญาทั้งหลาย ดับเวรได้ ดับกรรมได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ในขณะที่เกิดขึ้นตลอดระยะทางหรือเวลาในการเดินทาง ของมนุษย์ทุกคน แม้แต่สิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่าสังขารของตัวเราดับ แต่สิ่งที่เป็นสังขาร ของตัวเราดับแล้ว ให้มีประโยชน์บ้าง ให้มีสิ่งต่าง ๆ ใช้ดับคนรุ่นหลังต่อไป ให้เป็นคติก็ดี ให้เป็นวาจาก็ดี แม้แต่กายสังขาร ที่มนุษย์ได้กินที่เป็นข้าว ที่เรียกว่าพระแม่โพสพ อันนี้ก็เกิดจากกายสังขาร คืออุทิศกายสังขาร ที่มีกายสังขารอยู่ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่างต่อไป ไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องมีทรัพย์สินมากมาย เสียสละแม้แต่กายสังขารของตัวเรา ก็สละให้แก่มนุษย์ทั้งหลายได้ให้แก่จิตวิญญาณทั้งหลายได้มากมาย แค่กายสังขารของตัวเรา แค่คำอธิษฐานจิต แค่วาจาทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเหตุการณ์อันนั้นเกิดความหลุดพ้นต่าง ๆ ทุกอย่างก็เกิด เวรทั้งหลายที่อยู่ในการสังขาร สำหรับมนุษย์แต่ละคนก็ดับ อันนี้คือการแก้สำหรับมนุษย์ในโลกของมนุษย์คือปัจจุบันของทุกคน น้ำดับไฟที่อยู่ภายนอกได้ ดับไฟที่อยู่กายสังขารได้ในขณะเดียวกัน จากที่เรียกว่าหญิงชราในน้ำที่มนุษย์และผู้คนที่มาดับให้แต่ในสิ่งที่หญิงชราขอ คือขอที่เขาดับภายนอก เอามาดับในจิตของตนเองบ้าง อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น แต่ในส่วนที่มนุษย์แต่ละคน หรือสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า ทุกที่ที่ทำกุศลเกิด ในสิ่งต่าง ๆ มนุษย์ก็หลุดพ้นได้ ไม่มีสิ่งใดทั้งหลายที่มนุษย์ได้หลุดพ้น จากการแก้ของมนุษย์ แต่ละคนจากสิ่งที่มนุษย์ได้วางก็ดีได้ทำก็ดี ได้แก้ก็ดีของมนุษย์ทุกคน ในสิ่งที่มนุษย์แต่ละคนได้แก้แล้วได้วางแล้ว ได้หลุดพ้นจากเรื่องต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ ของมนุษย์ทั่วไป เวลาที่เรามองก็ดี เวลาที่เราแก้ก็ดี เวลาที่เราหลุดพ้นก็ดี หรือเวลาที่เราทำยังไม่ได้ มนุษย์เรียกว่ายากมากมาย เพราะฉะนั้นไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไปสำหรับมนุษย์ทุกคน ถามว่าธรรมะต่าง ๆ ทุกอย่างในวันนี้ มนุษย์ได้อะไรบ้าง ถามว่าได้อะไร (หลวงพ่อจะย้ำถามผู้ที่มาฟังธรรมะทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา ถ้าผู้ใดไม่เข้าใจในธรรมะต่าง ๆ ก็ให้ถามได้ เพื่อที่ทุกคนจะได้เอาไปแก้กับเวรและกรรมของตัวเองได้ถูก) เพราะฉะนั้นแล้วอันใดที่ดับ ที่อยู่ในจิตของมนุษย์บ้าง มนุษย์ต้องเอาผลบุญดับ ดับเวรทั้งหลายดับกรรมทั้งหลายอันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ เพราะผลบุญต่าง ๆ ทุกอย่าง ที่จะดับสิ่งที่อยู่ในกายของเราดับเวรของเรา ดับกรรมของเรา หรือที่เราทำเวรไว้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย (พรุ่งนี้ให้แต่ละคนใส่บาตรให้แก่ดวงตาบ้าง) ไม่งั้นเวลาสวดมนต์ที ก็หาที่ใส่สวมตาแล้ว ผู้ที่ใส่แว่นตาทำไมเวลาใส่ ต้องไปเกี่ยวกับหูเป็นเพราะอะไร ทำไมไม่ใส่ไว้ที่ตาอย่างเดียว แต่ทำไมต้องเกี่ยวกับหูด้วย เป็นเพราะอะไร ต้องไปเดือนร้อนหูอีก ถามว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะแต่ละอย่างต้องพึ่งพากัน อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ หูก็ต้องอาศัยตา อาศัยตามองให้ที เวลาตาก็ต้องอาศัยหูเหมือนกัน เหมือนมนุษย์สิ่งใดที่ไม่เข้าจิต ในสิ่งเหล่านั้น มนุษย์ก็ควรจะแก้ปัญหาด้วยสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่างคือ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เหมือนอย่างกายสังขารของตัวเรา ถามว่าฟันยังอาศัยอยู่ที่ปากของเรา อาศัยสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหงือกเกาะอยู่ทำไมฟันไม่ออกมาอยู่นอกปาก เป็นเพราะอะไร ทำไมฟันต้องเข้าไปอยู่ในปากด้วย เพราะฟันเขาไม่รู้จะอยู่ที่ไหน เขาไปขออาศัยอยู่ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างพึ่งพากันหมด กายสังขารของตัวเรา การแก้หรือว่าสิ่งที่หลุดพ้นสำหรับมนุษย์ก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่าง เอาปัจจุบันของมนุษย์ เกิดการวางทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าเอาเวรไปอย่าเอากรรมไป ชาตินี้เราก็ทุกข์พอ ว้าวุ่นพอ กะเวรต่าง ๆ กรรมต่าง ๆ มาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเวรของบุคคลใด เราแก้เวรของบุคคลนั้นไม่ได้ แม้แต่ตัวเราในชาตินี้เรายังแก้ของเราไม่หมดเลย แล้วเราจะไปแก้เวรให้บุคคลต่าง ๆ ได้อย่างไร อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ บอกเป็นธรรมทานได้ แต่ในส่วนจะแก้ ส่วนจะทำหรือไม่ทำ แล้วแต่เวรของบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นในสิ่งที่เราทำได้วางได้ อันนั้นแหละคือตัวเรา แต่เราจะให้บุคคลอื่นเหมือนตัวเราไม่ได้ เพราะเวรต่าง ๆ ทุกอย่าง ถามว่ามนุษย์ยังกินไม่เหมือนกันเลย บางคนมนุษย์เรียกว่าปากอะไร ปากอะไร ปากที่เดินเห่าได้ปากอะไร ที่เป็นหางสั้นก็มี ที่เป็นปากปลาก็มี เขาเรียกว่าอะไร เพราะฉะนั้นถามว่าสภาพของมนุษย์ ที่เขาเรียกกันแบบนี้ สภาพอย่างไร ถามว่าปากที่มนุษย์เห่าเก่ง ถามว่าปากอย่างนี้ เป็นอย่างไร เห็นมนุษย์ปากเหมือนกันหมด แต่มนุษย์เห็นแปลกประหลาดเห็นที่เป็นปาก เห็นที่เป็นปลาบ้าง ที่มนุษย์เห็นเป็นปากหางสั้นบ้าง ที่เรียกว่าเห่าบ้าง ถามว่าปากอะไร มนุษย์เห็นได้อย่างไร มนุษย์เขาเรียกว่ามีตาทิพย์นะเนี่ย เห็นมนุษย์เป็นปากที่เรียกว่าอะไร มนุษย์เอ่ยของมนุษย์แล้วกัน เพราะฉะนั้นในสิ่งต่าง ๆ ของมนุษย์ทุกคนเนี่ย ไอ้ที่เวรนำทางของมนุษย์เปรียบเทียบต่าง ๆ ทุกอย่าง ได้เหมาะสมหมดแต่ไอ้ตัวของตัวเรา ค้นหาตรงไหน เราได้แต่ไปค้นหาภายนอกมากมาย แต่ไอ้ตัวของตัวเรา เราไม่ได้ค้นหาเลย ว่าเรามีสิ่งใดที่ต้องแก้บ้าง ไอ้ที่เราจับที่เรานั้นไว้ในสิ่งต่าง ๆ ต้องเอามารีดบ้าง เอามาทำอะไรบ้าง กะสิ่งที่เรียกว่าวาจาของเราเพราะอะไร เพราะฉะนั้นในสิ่งที่มนุษย์ทุกคนเขาเรียกว่า ไม่ได้รีดวาจา หรือว่าไม่ได้เรียบเรียง สิ่งต่าง ๆ ของตัวเรา แต่ละครั้ง แต่ละภพแต่ละภูมิ ทุกชั้นวรรณะหลายสิ่งหลายอย่าง มนุษย์แต่ละคนถึงได้ทุกข์มากมาย พอเวลาทุกข์มนุษย์ก็โยนให้คนอื่นแล้ว อันนี้ที่ทำให้เราทุกข์เพราะฉะนั้น ทำไมมนุษย์ไม่โทษตัวเองบ้าง เพราะสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เราทุกข์ สิ่งที่ดีคือสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เราหลุดพ้นเวรก็ดีกรรมก็ดี ที่มนุษย์ทุกข์กับบุตรก็ดี ทุกข์กับเวรก็ดี ทุกข์กับกรรมก็ดี ถามว่าแต่ละคนทุกข์มาทั้งชีวิต ป่านนี้ยังไม่เลิกทุกข์เลย แม้แต่เป็นบุตรมีครอบครัวแล้ว มนุษย์ก็ยังไปทุกข์อยู่อีก ทั้งที่บุตรที่เป็นเล็ก ๆ แล้ว มนุษย์ก็ยังทุกข์อยู่อีก มนุษย์ไปแบกทุกข์ไว้ทำอะไร ถามว่าแบกไว้ทำอะไร เพราะฉะนั้นถามว่าทำไมไม่ดูอย่างนกบ้างล่ะ พอออกปีกออกขนเขาก็ปล่อยแล้ว ทุกอย่างต้องลองดิ้นรนเอง เพราะฉะนั้นถามว่า นกยังอยู่ตามประสาเลย อันนี้อยู่เฉพาะ อันนี้ขาว อันนี้มีสีแต้ม เขาไปอยู่อีกพวกหนึ่ง ไอ้ที่ตัวเล็กตัวน้อยก็ไปอยู่อีกพวกหนึ่ง ทำไมเขาไม่อยู่พวกเดียวกันเป็นเพราะอะไร ถามว่าเป็นเพราะอะไร เพราะฉะนั้นหลายเผ่าพันธุ์ แม้แต่ตัวเล็กในสิ่งต่าง ๆ ไอ้ที่เป็นนกขุนทองก็ดี ไอ้ที่มนุษย์ต้องตัดลิ้น ตัดที่เรียกว่าอะไร ขูดลิ้นบ้างตัดลิ้นบ้าง ให้พูด แต่ถ้าตัวเราตัดลิ้นขูดลิ้นแล้วไม่ให้พูด ถามว่าควรจะทำอย่างไร ตัดอะไรออก ที่เป็นนกเขาเรียกว่าอะไร นกแก้วก็ดี ขุนทองก็ดี ตัดบ้างขูดบ้างให้พูด แล้วตัวของมนุษย์ที่พูดน่ะ แล้วไม่ให้ด่า ไม่ให้ว่าแล้วจะเอาอะไร เข้าไปขูดลิ้นดี ถามว่าเอาอะไร ถามว่ามีไหม เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ของมนุษย์ทุกคน อย่าไปสร้างกรรมเลย กับสรรพสัตว์ เอาแค่เลี้ยงกายสังขารของตัวเรา ที่เราต้องเอากายสังขารเขามาเลี้ยงกายเราแค่นี้ ก็เป็นกุศลผลบุญมากมายกะสรรพสัตว์ แต่ไอ้กายสังขารของตัวเราเอาเลี้ยงอะไรได้ไหม ตายแล้วเอาไปเลี้ยงอะไรได้ไหม ไปส่งกลิ่นให้เขาด่าให้เขาว่าอีกตายไปก็แล้วแต่ไอ้ส่วนที่เป็นกุ้งหอยปูปลา ตายแล้วเขายังเป็นอาหารเรา เขายังได้บุญนะมนุษย์ เขายังสามารถมาเลี้ยงกายสังขารของตัวเรา แต่ตัวเราตายแล้วไม่รู้จะไปสรรหาเนื้อเราไปให้ใครกิน เพราะแต่ละอย่างทุกอย่าง แม้แต่สรรพสัตว์ เขาก็กินเนื้อเราเป็นบางตัว ไม่ได้กินหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม สำหรับในปัจจุบัน สำหรับมนุษย์ต่าง ๆ ทุกอย่าง พยายามขุดคุ้ยไอ้ที่เป็นเพชรนิลจินดาของตัวเรา ออกมาบ้างเราขุดคุ้ยผืนดิน ไอ้ที่เรียกว่าพระแม่ธรณี หาไอ้ที่เป็นพืชผล ไอ้ที่เป็นหัวบ้าง ไอ้ที่เป็นใบบ้าง เราหามาเลี้ยงกายของเราเยอะแล้วนานแล้ว แต่ทำไมเรา ไม่ขุดไอ้ที่เป็นผลต่าง ๆ ของตัวเรา ออกมาแจกจ่ายให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้แก่จิตวิญญาณทั้งหลาย เขาได้หลุดพ้นเวรบ้างหลุดพ้นกรรมบ้าง แม้แต่มนุษย์วันหนึ่ง ให้เขาใส่บาตรให้ตัวเองของแต่ละคน คือพูดให้เป็นธรรมทาน ในสิ่งที่เป็นเวรและเป็นกรรมที่อยู่ในกายสังขารของมนุษย์ก็หลุดพ้นด้วย เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ดี เราหยิบยื่นให้แก่บุคคลอื่นได้ ให้ด้วยความว่างเปล่า จะทำหรือไม่ทำ จะแก้หรือไม่แก้ก็ช่างเขา ตัวของเขา บอกให้เขารู้ก็พอ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ อย่าไปยึดติดบ้าง อายเขาบ้าง แต่บอกให้เขาใส่บาตรให้ตัวเองบ้าง ใส่บาตรให้แก่โรคที่เป็นบ้างให้ทำถึงจะรู้ ถ้าสิ่งที่เราไม่ทำเราไม่รู้ ทุกสิ่งทุกอย่างตัวของตัวเรา ในสิ่งที่ให้มนุษย์ได้ใส่บาตรก็ดี หรือว่าได้สวดมนต์ก็ดี ในส่วนที่รู้ว่าในการแก้เวรเป็นอย่างไร อันนั้นแหละคือสิ่งที่ เอากายสังขารทุกอย่างแก้ทำแล้วอันนั้นแหละคือมรรคผล ที่มาให้มนุษย์ แต่ถ้ามนุษย์ทำไปด้วย บ่นไปด้วย ว้าวุ่นไปด้วย วิตกไปด้วย อะไรจะเกิดก็ช่างซิมนุษย์ ขอวันนี้ สิ่งที่มนุษย์แต่ละคนได้ทำ ทำเอาผลบุญให้ตัวเองบ้าง แจกจ่ายให้เจ้ากรรมนายเวรบ้าง แจกจ่ายให้แก่จิตวิญญาณ ที่เป็นเวรแก่ตัวเรา ทั้งอดีตทั้งภพภูมิ ต่าง ๆ ทุกอย่าง ต่อไปก็หลุดพ้นไปเอง ที่ชอบบ่นว่าแย่ เมื่อไหร่จะเลิกบ่นว่าแย่เสียที ถามว่ามนุษย์ที่ชอบบ่นว่าแย่ เมื่อไหร่จะเลิกบ่นว่าแย่เสียที มีมนุษย์ทุกคนที่แย่บ้างไม่ค่อยจะดีบ้าง ถามว่าเมื่อไหร่จะเลิกบ่นกันเสียที ให้มนุษย์วางคำว่า “แย่” ออก แย่ก็ดี ไม่ไหวก็ดี สองคำพยายามวางไว้ให้ดี อันนั้นแหละคือสิ่งที่แก้ต่าง ๆ ทุกอย่าง ในปัจจุบันของมนุษย์เวลาได้รับพรมนุษย์รับ แล้วมนุษย์เกิดปิติ เวลาที่หลวงพ่อให้มนุษย์วาง วางจากสิ่งต่าง ๆ ได้ จิตของมนุษย์ก็จะเกิดปิติเช่นกัน ถามว่าช้างร้องเสียงอะไร ทำไมสิ่งที่เป็นสรรพสัตว์ตัวใหญ่ แต่ทำไมเสียงนิดเดียวเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะสิ่งที่มนุษย์เห็นภายนอก กายสังขารที่เรียกว่าใหญ่ แต่ภายในเหมือนไอ้ที่เป็นเด็ก ๆ เล็ก ๆ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ แค่รู้อย่างเดียว เหมือนไอ้ที่เป็นเด็ก ๆเล็ก ๆ ที่รู้คือแค่อายุ 3 ขวบ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ แค่นั้นเอง แต่ในสิ่งที่กายสังขารสำหรับมนุษย์ เห็นแล้วกลัวบ้าง เห็นแล้วสิ่งต่างๆ บ้าง ทุกอย่างเป็นเพียงเพื่อให้มนุษย์ได้แค่รู้ แต่สิ่งและการแก้ของมนุษย์ แม้แต่มนุษย์ทำไมเสียงเล็กบ้าง ต่ำบ้าง กลางบ้าง เสียงห้าวหาญบ้าง ถามว่าเสียงเกิดจากอะไร เพราะอะไรเสียงห้าวหาญบ้าง เสียงใหญ่บ้าง เรียกว่าเสียงแต่ละคนเวลาฟังแล้ว มนุษย์จะรับเสียงตัวเองไม่ได้ ถามว่าเป็นเพราะอะไร เวลาเราพูดแล้ว เสียงของเราสะท้อนเข้ามารับไม่ได้ เพราะในสิ่งต่าง ๆ ของเรา เราคิดว่าเราดีหมด ไอ้ที่เราฟังแล้ว ไม่ดีไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเขาเรียกว่าความหลง เอาความหลงตัวเองออกซะของมนุษย์ทุกคน แม้แต่เสียงสวดมนต์ของมนุษย์ ไม่ใช่เสียงเรา เสียงเราไม่ใหญ่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นไอ้สิ่งต่าง ๆ ของตัวเราทั้งหลายอย่าไปหลงกับมัน อย่าไปหลงกับเสียง หลงในสิ่งที่เราทำแล้วหมดเวรหมดกรรมทุกอย่างแค่นี้พอ เราหลงกายภายนอกเราทุกข์จนตาย เราหลงกายภายนอกต่าง ๆ ในส่วนเหล่านั้น ในสิ่งที่เรียกว่าการหลุดพ้นก็ไม่เกิด เราหลงเสียงก็เป็นเวร เราหลงกายภายนอกก็เป็นกรรม ทุกสิ่งทุกอย่างเพราะอะไร หลงความสวยงามบ้าง หลงสิ่งต่าง ๆ บ้างทุกอย่างก็เป็นกรรมนะมนุษย์ เพราะฉะนั้นที่เรียกว่าสวยหรือไม่สวย สำหรับมนุษย์เวลาตายแล้ว เหม็นเน่ากันหมด เหม็นหมด แล้วอันไหนคือสวยไม่สวย เวลาดีอยู่ อันนี้สวยนะเนี่ยชอบ อันไหนไม่สวยไม่ชอบ แต่ถามว่าไอ้ที่สวยก็ตามไอ้ที่ไม่สวยก็ตาม เพียงแต่กลิ่นไอ้ที่เหม็น อันไหนที่เหม็นมากกว่ากัน อันไหนที่เหม็นมากเวลาตายแล้ว มนุษย์ไม่รู้อีกไม่เคยดม แต่เวลาที่ตายแล้วที่สวยเหม็นมากมาย เพราะเวรต่าง ๆ กรรมต่าง ๆ จะเกิดขึ้นกะความสวยงาม ความเหม็นถึงเกิด มนุษย์ที่ใช้ปัญญาหาผิวที่เรียกว่ารูปร่างใหญ่ แต่ใช้ปัญญาที่เรียกว่าไม่ยึดความสวยงาม มนุษย์เห็นอะไรในสิ่งที่ต่าง ๆ เขาจะเกิดปัญญามากมาย เขาจะยึดอยู่แค่ภายนอก แต่เขายึดกะสิ่งคือการกระทำ ทำไมเขาไปได้ไกล แต่มนุษย์มาลุ่มหลง ไอ้สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเวร เหมือนสิ่งที่เขาแปลงกายมาทั้งหมด จะเป็นพวกวานรบ้าง กินรีบ้าง ในส่วนเหล่านี้ จะแปลงกายมาเป็นที่สิ่งต่าง ๆ คือความสวยงามล่อกิเลสทั้งหลาย ล่อเวรทั้งหลาย ล่อกรรมทั้งลาย เพราะฉะนั้น แต่ในสิ่งที่ตายไปแล้ว ไอ้สิ่งที่มนุษย์ต่าง ๆ ที่มีผิวดำบ้าง กายสังขารไม่ดีบ้าง สิ่งต่าง ๆ เวลาเผาแล้วไม่เหม็น เหม็นน้อยกว่าที่มีกายสวยงามมากมาย เพราะฉะนั้นมนุษย์เห็นสิ่งใดก็แล้วแต่ คือวางด้วยจิต วางสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่าง อย่าไปหลงกะสิ่งที่เขาสาปมาแช่งมา เหม็นเหมือนกลิ่นแร้ง กลิ่นแร้งเวลาที่เขาสาปมาแช่งมา อยู่กะมนุษย์ต่าง ๆ ที่หน้าตาดีทั้งหมด ส่วนสิ่งต่าง ๆ สำหรับมนุษย์ เอาแค่กายสังขารต่าง ๆ อ้วนบ้างรูปร่างใหญ่โตบ้าง เขาปิดสิ่งที่ดีไว้หมด เพื่อไม่ให้มนุษย์ลุ่มหลงต่าง ๆ ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นต้นไม้ใหญ่ กะต้นไม้เล็กก็เหมือนกัน ไอ้ที่มีตาบ้างไม่มีประโยชน์บ้าง แต่ละอย่างไม่ต่างกะมนุษย์เลย เพียงแต่มนุษย์จะมีตาหรือไม่ แต่ถ้ามีตาเวร มนุษย์ก็มองเห็นความสวยงาม แล้วเกิดความลุ่มหลง คือตาเวรออก แต่ถ้ามีตาต่าง ๆ ทุกอย่าง ถ้ามองเห็นเห็นทั้งน้ำด้วย เห็นทั้งสิ่งต่าง ๆ มากมาย อันนั้นแหละคือตาทิพย์ที่มนุษย์แต่ละคนขอ ขอหูทิพย์ก็ดี ตาทิพย์ก็ดี แต่ที่มนุษย์ไปได้ตาเวรกันทั้งหมดเพราะอะไร มองเห็นความสวยงาม เกิดความลุ่มหลง เห็นวัตถุสวยงามเกิดความชอบความพอใจ ถามว่าในสิ่งเหล่านั้น สำหรับมนุษย์ แม้แต่ขออย่างไรตาทิพย์ก็ไม่เกิด หรือว่าหูทิพย์ก็ไม่เกิด เพราะอะไรคือยึดติดแค่ภายนอก แค่นั้นเอง แต่สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นถ่าน เป็นยาได้รักษาได้ ทำทุกอย่างด้วย แต่ผิวข้างนอกดำแค่นั้นเอง มนุษย์เดินไปบ้างเหยียบไปบ้าง เตะไปบ้าง แต่มีค่ามากมายแต่ที่เป็นดอกไม้ที่สวยงามต่าง ๆ ทุกอย่าง ดมแล้วก็ขว้างทิ้งไป เหมือนที่มนุษย์เรียกว่าอะไร เหี่ยวแล้วไม่เอาแล้ว เหมือนที่มนุษย์นำไปจำเริญ ถามว่าเพราะอะไรเวลามาทีแรกหอมไหมล่ะสวยด้วย แต่พออยู่ได้สองวันสามวัน กลิ่นเริ่มออก ทำไมมนุษย์ไม่เอาเก็บไว้ล่ะมนุษย์ มนุษย์รีบเอาไปจำเริญทำไม เพราะอะไร ถามว่าเพราะอะไร เพราะทนกลิ่นไม่ไหว แช่น้ำนิดหน่อยก็ไม่ได้ แต่เขาอยู่น้ำมาตั้งนาน ทำไมเขาไม่เหม็นละ พอเขาขึ้นมาอยู่ในแจกันได้สองวัน สามวันก็เริ่มเน่าเปื่อยแล้ว ทีเขาอยู่ในน้ำมาตั้งนาน กว่าจะโผล่มาเป็นดอกได้ เหมือนมนุษย์ทุกคนแหละพยายามวางไหม่ อย่ามองสิ่งต่าง ๆ แล้วผ่านเลยไป ค่าวัตถุทุกสิ่งทุกอย่างเราหาได้หมด แต่ค่าในสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่างที่อยู่ในจิตเรา กายเรา วาจาเราเพราะฉะนั้นในสิ่งที่เรียกว่า งมเพชรนิลจินดา จงงมที่ตัวเรา จงงมที่อยู่ในภายสังขารของตัวเรา อันนั้นแหละคือสิ่งที่แก้สำหรับมนุษย์ทุกคน เหมือนสิ่งที่เห็นเป็นดอก อันนี้ไม่ค่อยสวยแล้ว เริ่มหงุดหงิด เวลาที่สวยมา เริ่มเห็นเบิกบานอีกแล้ว ทำไมไม่เห็นตอนเน่าเปื่อยบ้างมนุษย์ แม้แต่กลิ่นก็ไม่เอาแล้ว แม้แต่สวยยังไง เวรก็เหมือนกัน สำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นอย่ามองภายนอก เวลาที่เราเอาตาไม้เป็นใบไม้เราเอาตาออก เหลือเปลือกเราลอกเปลือก เปลือกออกในสิ่งต่าง ๆ เราก็เห็นในสิ่งต่าง ๆ ที่ดีมากมาย สำหรับแต่ละคน บางคนลอกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมออก ยึดกันเหนียวแน่น อย่าเอาเปลือกออก อย่าเอาตาออก เอามาตั้งแต่ที่เรีกยว่าเป็นเวรเป็นกรรมมากมาย เพราะฉะนั้นในสิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายได้แก้ก็ดี ได้ทำก็ดี ได้หลุดพ้นก็ดี ของทุกคน ถ้าทุกคนไม่ทำด้วยจิต ไม่ได้วางด้วยวาจา ในส่วนเหล่านั้น ไม่สามารถหลุดพ้นจากเวรทั้งหลาย กรรมทั้งหลาย ในอดีตก็ดีในปัจจุบันก็ดี สำหรับมนุษย์ทุกคนชอบไปดูนะเนี่ย (ทุกคนชอบไปหาหมอดู) เขาชมหน่อยเกิดความสบายใจ ให้เขาดูบ้างอะไรบ้าง มนุษย์ชอบยกยอ เพราะฉะนั้น แต่ถ้ามนุษย์ฟังธรรมะในวันนี้ ที่หลวงพ่อเทศไปพิจารณาให้ดี ว่าในสิ่งต่าง ๆ ของตัวเรา ต้องแก้อีกมากมายในเมื่อเราแก้แล้วความเจริญทั้งหลาย วัตถุทั้งหลายภายนอกก็ดี ภายในจิตก็ดี เราเอาความเจริญภายในจิตของเรา อันนั้นคือการหลุดพ้น ถ้าเรายึดภายนอกกายสังขาร ของมนุษย์ความสวยงาม ทางด้านความเจริญต่าง ๆ ทุกอย่างอันนั้นแหละคือกรรม ตลอดชาติภพภูมิไม่ว่าจะเป็น ชั้นวรรณะใด ภพใดภูมิใด ทุกชั้นวรรณะ สามารถตกมาอยู่ในกายสังขาร ของมนุษย์ได้ ตกเวรทั้งหลาย ตกกรรมทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มนุษย์ขอเกิดเป็นนางฟ้าก็ดี เป็นนางสวรรค์ก็ดี ให้มนุษย์แต่ละคนเลิกขอซะ แม้แต่นางฟ้าก็ยังทำอาชีพที่ตกต่ำได้ ยังทำอาชีพเป็นกรรมกรได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นนางฟ้า เทวดาชั้นใด ภพใดภูมิใดต่าง ๆ ทุกอย่าง ที่มีเวรและมีกรรมแล้วเนี่ย ไม่ว่าจะเกิดเป็นสรรพะสัตว์ก็ดี หรือมนุษย์ก็ดี สามารถรับเวรกับกรรมทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าเกิดชั้นสูงแล้วเนี่ยไม่มีเวรมีกรรมทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกชั้นวรรณะ หลายภพหลายภูมิที่มนุษย์ขอเกิด มนุษย์ขอการไม่เกิดซิมนุษย์ ขอการไม่เกิดเลยทุกชั้นวรรณะ ขอเป็นสิทธิ์ของตัวเราขอได้ ความว่างเปล่า ความว่างเปล่า ขอทุกชั้นวรรณะ ขอจงได้แก่ตัวข้าพเจ้า อันนี้แหละคือการแก้และก็คือการหลุดพ้น สำหรับมนุษย์ต่างๆทุกคน ธรรมะในวันนี้มนุษย์แต่ละคนได้อะไร (ถามว่าได้อะไร ตอบได้ค้นหาเพชรนิลจินดาค้นหาในตัวเอง) การที่ค้นหาที่พื้นใต้ดิน มันแค่มาประดับกาย แต่ถ้าเราค้นหาเพชรนิลจินดาของตัวเราได้แล้วเนี่ยความมีสง่าราศรีเกิดขึ้นแล้วไม่ต้องอาศัยเพชรนิลจินดามาช่วยประดับให้คนมองอันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศหรือไม่ เพชรนิลจินดาที่มาประดับกาย ประดับสีหน้า ประดับท่าทางกิริยา อันนี้แหละคือมีค่ามากกว่า ที่มนุษย์หามาใส่ข้อมือบ้างใส่หูบ้าง ใส่คอบ้างใส่ตามนิ้วล้าง แต่ถ้ามนุษย์ กายสังขารไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย เพียงแต่มนุษย์ปฏิบัติได้ วางได้สิ่งต่างๆที่ดี เกิดขึ้นที่กายของมนุษย์มากมาย เกิดกายด้วย เกิดวาจาด้วย เกิดสิ่งในการแก้ต่างๆทุกอย่าง สำหรับมนุษย์แต่ละคนได้หมด หาวัตถุสวมใส่ภายนอกพอเอาออกก็เหมือนเดิม แต่วัตถุที่มนุษย์ค้นหา เพชรนิลจินดา ที่อยู่ในกายสังขารของตัวเราไม่ว่าจะเป็นเวลานอนก็ดี ตื่นก็ดีตลอดวันตลอดคืน ในสิ่งเหล่านั้นไม่ยอดถอดไปจากกายสังขาร ของตัวเรา อันนี้แหละในวันนี้ที่ให้มนุษย์ ค้นหาทุกคน (หลวงพ่อถามธรรมะของมนุษย์ในวันนี้ได้อะไรบ้าง) เพราะฉะนั้นไฟสิ่งใดไฟเวรทั้งหลายไฟกรรมทั้งหลาย ในสิ่งที่ตัวเราที่เป็นเวรและกรรมของตัวเรา ของแต่ละคนที่เรียกว่าไฟแห่งการโลภโมโทสัน คือเราไม่พอในสิ่งที่เรามีอยู่ เราอยากได้เพิ่ม เราอยากได้ต่อ อันนี้แหละเขาเรียกว่าไฟเวรไฟกรรม เพราะฉะนั้นแต่หญิงชรายังหาทางออกได้ แต่ในธรรมะที่หลวงพ่อให้แก่มนุษย์ ขอให้มนุษย์ทำได้ เตือนใจบ้าง ไปแก้ได้ไปทำให้หลุดพ้นเวรทั้งหลายกรรมทั้งหลาย ต่าง ๆ ทุกอย่าง ของมนุษย์ที่ยังมีความว้าวุ้นอยู่ ยังมีความทุกข์อยู่ ให้หลุดพ้นจากจิตสำหรับมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย ที่แสดงธรรมมาในวันนี้ ขอให้มนุษย์ทุกคนหลุดพ้นเวร ขอให้สรรพะสัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นกรรม ขอให้จิตวิญญาณ ทุกชั้นทุกภพทุกภูมิ ทุกชั้นวรรณะหลุดพ้นแห่งการไม่เกิดทั้งหลาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ธรรมะที่ข้าพเจ้าได้ลอกมาจากเทปซึ่งได้อัดเสียงไว้ เมื่อปี 2544 วันที่ 15 พ.ค ซึ่งขณะนั้นที่อัดเทปไว้บางตอนก็ขาดหายไป คือฟังไม่ชัดมีเสียงอื่น ๆ เข้ามาแทรก แต่ก็มีเป็นส่วนน้อยเท่านั้น เมื่อเขียนคือลอกมาแล้วก็เมื่ออ่านแล้วก็ได้ใจความต่าง ๆ ที่พอจะทำให้ผู้สนใจในธรรมะพอเข้าใจ ถึงธรรมะในการแก้เวรแก้กรรม ของตัวเราว่าควรทำอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ถึงจะได้ผลในชาติปัจจุบันของทุก ๆ คน หลวงพ่อท่านเทศโปรดเราว่าในการสร้างเวรสร้างกรรมบุคคลใดเป็นคนทำคนสร้าง บุคคลนั้นต้องแก้เองปฏิบัติเอง ความหลุดพ้นจากเวรและกรรมก็จะเกิดแก่บุคคลนั้น พ่อแม่มีบุตรหลาย ๆ คน พ่อแม่ต้องหาเลี้ยงบุตรก็ทำให้เกิดเวรเกิดกรรม ขึ้นมากมาย บุตรหลาย ๆ คนเหล่านั้นจะมาใช้เวรแทนพ่อแม่ไม่ได้ หรือแม้แต่ตัวเราจะมีความกตัญญูอย่างไรก็ไม่สามารถใช้เวรใช้กรรมแทนบิดามารดา ครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณทั้งหลาย ได้เลย สรุปแล้วคือใครคนใดเป็นคนทำบุคคลนั้นต้องแก้เองใช้เอง แต่ถ้าเป็นทางโลกของทุก ๆ คน ในปัจจุบันหนี้สิ้นต่าง ๆ เราใช้แทนกันได้ เราทำแทนกันได้ เหมือนความทุกข์ ความว้าวุ่น ความวิตกกังวล ความห่วงต่าง ๆ ที่อยู่ในจิตของเรา เราบอกให้ใครฟังบอกให้เขารู้ เขาฟังแต่เขาไม่รู้ว่าเราห่วงแค่ไหน เราว้าวุ่นอย่างไร เราทุกข์แค่ไหน มันอยู่ในจิตของเรา มองด้วยตาจับต้องไม่ได้ ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ ของโลกในปัจจุบันเวลาที่เราแก้ เราก็เอากุศลผลที่จับต้องไม่ได้เข้าไปแก้ เอาเข้าไปให้
ธรรมะนี้หลวงพ่อเทศเมื่อปี 2544 พฤหัสที่ 22 มีนาคม มีผู้คนที่มาฟังธรรมบันทึกเทปไว้เมื่อได้อ่านแล้วจงทบทวนหลาย ๆ ครั้ง มีคุณค่ามากมาย ถ้านำไปปฏิบัติ หลวงพ่อท่านเน้นเป็นพิเศษคือวาจาของมนุษย์ ให้ระวังในวาจาให้วางไม่ให้พูดในสิ่งที่เป็นเวรกับมนุษย์ กะสรรพะสัตว์และจิตวิญญาณ ต่อไปนี้คือคำเทศของหลวงพ่อ
วาจาที่เป็นกรรมวาจาที่เป็นเวร หรือว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี สำหรับมนุษย์ทุกคนในสิ่งที่มนุษย์ ได้วางก็ดี ได้แก้ก็ดี หรือการปฏิบัติสำหรับมนุษย์ ชั้นภพภูมิต่าง ๆ ก็ดี แค่ชาติปัจจุบันนี้ของมนุษย์ไม่ทุกข์ อันนั้นแหละคือการหลุดพ้นของกรรมทั้งหลาย หลวงพ่อให้มนุษย์ที่มาฟังธรรมจุดธูป ขออโหสิเวร ขออโหสิกรรม วาจาที่เป็นเวรที่เป็นกรรมทั้งหลาย สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี ทั้งหลาย กะมนุษย์ทั้งหลาย กะเวรทั้งหลาย เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ จุดธูปพร้อมพร้อมกัน จุดแล้วให้ตั้งนะโม 3 จบ เสร็จแล้วเอ่ยคำว่าพุทธะบูชาธัมมะบูชา สังฆะบูชา ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อนามสกุล นิพนธ์ ฆวีวงษ์ ข้าพเจ้าขออโหสิเวร ขอถอนการด่า การว่าการแช่งทั้งหลาย ที่เป็นเวรทั้งหลาย ที่เป็นกรรมทั้งหลาย แก่วาจาข้าพเจ้า จิตของข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้า ได้หลุดพ้นเวร ได้หลุดพ้นกรรม ตั้งแต่ชาติปัจจุบันนี้ เป็นต้นไปเทอญ ไม่ว่ามนุษย์จะขอทำอะไรก็แล้วแต่ เอาชาติปัจจุบันนี้ ชาติปัจจุบันนี้เรายังทุกข์อยู่ สิ่งที่เรายังทุกข์อยู่คือสิ่งที่เราต้องแก้อยู่ตลอดเวลา มนุษย์ขอชาติหน้าไม่เกิด มนุษย์ไม่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว แต่มนุษย์ก็เกิดเป็นสรรพะสัตว์ เป็นสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่พื้นดินก็ตาม อากาศก็ตาม หรือไต้พื้นน้ำก็ตาม แต่สิ่งที่มนุษย์ได้แต่ขอ แต่ปัจจุบันนี้ทุกคนได้ในการแก้ แก้ไขที่ตัวเราด้วย แก้ไขที่จิตเราด้วย แก้ไขในสิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่าในกายสังขารของเรา หรือว่าแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี ที่อยู่ในกายสังขาร ของเราไม่มีสิ่งใดที่มาแก้ไขสังขารของเรา ได้เท่าตัวเรา แต่ถ้าเราแก้ไข สังขารของเราที่เป็นกรรมที่เป็นเวรได้ อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น สังขารเราทุกข์ จิตเราทุกข์ วาจาเราทุกข์ ทุกข์ทุกอย่าง แต่สิ่งที่ทุกข์ ทุกอย่างสำหรับมนุษย์ มนุษย์ก็ควรจะแก้ปัจจุบันนี้ ในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกรรม และเป็นเวรของตัวเราให้สว่างขึ้นให้ดีขึ้น เวลาที่มนุษย์มีจิตที่ดี มนุษย์ก็ดี เวลาที่เป็นจิตกรรม ต่าง ๆ ก็คือให้ชาติภพภูมิต่าง ๆ ของแต่ละคนเขารับไป กลับไปอยู่ที่เดิมที่เป็นเวรที่เป็นกรรม จิตกรรมเราก็ยืมเขามา จิตเวรเราก็ยืมเขามา จิตที่ไม่ดีเราก็นำมา แต่ในเมื่อมนุษย์วางได้ ปฏิบัติได้วางได้แก้ได้ มนุษย์ก็คืนสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี ที่มารอมนุษย์อยู่ ขอให้เขากลับชาติภพภูมิต่าง ๆ เหลือไว้แต่สิ่งที่ดี คือวาจาข้าพเจ้า จิตข้าพเจ้าการกระทำต่าง ๆ ของข้าพเจ้า อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น ในชาติปัจจุบันนี้ ของมนุษย์ทุก ๆ คนเป็นต้นไป เหมือนการวิดน้ำ มนุษย์วิดเท่าไหร่ ใช้เวลาในการวิดเหมือนกัน น้ำน้อยมนุษย์ก็ใช้ระยะเวลาวิดสั้น น้ำมากมนุษย์ก็ใช้ระยะเวลาที่เรียกว่าวิดยาว ก็เหมือนกับเวรสำหรับมนุษย์ เวรน้อยมนุษย์ก็แก้น้อย เวรของมนุษย์มาก มนุษย์ก็เรียกว่าแก้มาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ สำหรับกายสังขารสำหรับมนุษย์ให้ดูอย่างธรรมชาติ แล้วมาเปรียบเทียบกะสิ่งที่อยู่ในกายสังขารของตัวเรา แต่ถ้ามนุษย์ยังวางไม่ได้ แก้ไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ ดูเท่าไหร่ก็เหมือนเดิม ไม่เกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้น ถ้ามนุษย์วางได้เมื่อไหร่ แม้แต่คำพูดสำหรับมนุษย์ ไอ้ที่ไม่ดีก็เปลี่ยนให้ดีได้ ไอ้ที่เป็นกรรมเป็นเวร ก็กลับให้ไม่เป็นกรรมเป็นเวรได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่แก้ไม่ได้ เพียงแต่มนุษย์ ไม่พยายามที่จะแก้ที่จะวาง เพียงแต่มนุษย์ยังดื้ออยู่ ยังรั้นอยู่ ยังตะแบงอยู่ ยังแถอยู่ ยังไปข้าง ๆ คู ๆ อยู่ เ พราะฉะนั้นวางที่ดื้อด้วย ที่ตะแบงด้วย ที่รั้นด้วย ไอ้สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี ก็จะได้ดีขึ้น สำหรับตัวเรา ของทุกคนไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ของกายสังขารทุกส่วน ทุกอย่างมีค่าหมด แต่ถ้ามันออกนอกกายสังขารแล้วมันไม่มีค่า ในขณะที่มนุษย์ยังวางหรือว่ายังแก้ปัจจุบันนี้อยู่ แต่สิ่งที่เรานำเข้า วาจาก็ดี ลมหายใจก็ดี กายสังขารเวรของมนุษย์เข้าได้หมด เข้าทางวาจา เข้าทางลมหายใจ เข้าทางกายเข้าทางทุกสิ่งทุกอย่าง ของกายสังขาร แม้แต่ที่เรียกว่าผิวหนังของมนุษย์ เวรต่าง ๆ ก็เข้าได้ แต่ออกไม่ได้ เหมือนมนุษย์รักษาแค่ภายนอก ทางในมนุษย์รักษาไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะวางหรือว่าอยู่ในชั้น หรือว่าวรรณะใดก็ตาม สิ่งที่อยู่ใต้ดิน เขาก็ขุดขึ้นมาได้ แต่ตัวสำหรับมนุษย์ อยู่พื้นดิน อย่าให้อยู่เหมือนอยู่ใต้ดิน พยายามขุดตัวเองให้ขึ้นมาจากเวรจากกรรม เหมือนไอ้ที่เป็นแมงกะชอนก็ดี สิ่งเหล่านั้นเขายังขุดที่เรียกว่า เฉพาะตัวเขาขึ้นออกมาได้ แต่ในจิตสำหรับมนุษย์ มันอยู่ใต้พื้นดิน พยายามขุดให้ขึ้น จากเวรจากกรรมเหล่านั้น ในสิ่งเหล่านั้นมนุษย์ก็จะเห็น แสงสว่างเสียที่ ว่าแสงสว่างโลกเป็นอย่างไร แสงสว่างธรรมเป็นอย่างไร แสงสว่างในการวางได้ปฏิบัติได้ ในการหลุดพ้นของจิตเราเป็นอย่างไร ในสิ่งที่เราไปยึดกับบุคคลอื่นมันทำให้ทุกข์ ถ้าเราวางบุคคลอื่นที่ทำให้เราทุกข์ เราก็ได้ความว่างเปล่า อันนั้นแหละเรียกว่าจิตเป็นมาร จิตเป็นกรรม และจิตเป็นเวร ถ้าเราวางได้เหมือนเรื่องและปัญหาต่าง ๆ ถ้าเราวางไม่ให้มันเกิดในจิตของเรา มันก็หลุดพ้น เหมือนสิ่งที่เรียกว่าชั้นภพภูมิต่าง ๆ ที่มีอยู่ในกายสังขารสำหรับมนุษย์ ชั้นภพภูมินี้มนุษย์มองไม่เห็น แต่ถ้ามนุษย์วางและแก้มนุษย์ก็จะอยู่ในชั้นภพภูมิต่าง ๆ ที่ดีต่อไปได้ ในสิ่งที่มนุษย์ใช้คำว่าคนในอยากออก คนนอกอยากเข้า แปลว่าอะไร เหมือนสังขาร ไอ้สิ่งที่ไม่ดีมันอยู่ในตัวเราเหมือนเวรที่อยู่ในตัวเรา เขาก็อยากออก ไอ้สิ่งที่ดีเขาก็อยากเข้า ตอนนี้ไอ้สิ่งที่ดีเขาเข้าไม่ได้ เพราะอะไร ไอ้สิ่งที่เป็นเวร มันอยู่ข้างในมันปิดหมด เข้าไปแล้วก็เวียนออกมาใหม่เพราะอะไร สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นน้ำเลือดน้ำหนองน้ำมูก ต่าง ๆ ทุกอย่างมันเต็มกายมนุษย์ไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เหมือนคำ สำหรับมนุษย์ที่เรียกว่าข้างในอยากออก ข้างนอกอยากเข้า เพราะอะไร เพราะแต่ละเรื่องแต่ละปัญหาเขายิ่งห้ามมนุษย์ยิ่งยึด แต่ถ้ามนุษย์วางแล้ว มนุษย์ได้ความว่างเปล่า ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเพราะฉะนั้นเหมือนฝน ถ้าฝนตกหนัก ถ้าเราเอาสิ่งของวัตถุไปบังในสิ่งเหล่านั้น มันก็จะได้แค่ตรงนั้น แต่ถ้าเป็นพายุพัดแรง เราเอาไอ้สิ่งต่าง ๆ ไปขวางมันก็พัดไอ้สิ่งต่าง ๆ ที่เรากั้นไปด้วย เพราะฉะนั้นปล่อยวางซะไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะต้องทุกข์ แต่ถ้ามนุษย์วางเจ้าตัวทุกข์ก็หลุดพ้นในสิ่งต่าง ๆ ของตัวเราได้ เราก็ผ่านไปอีกพื้นหนึ่งภพหนึ่งภูมิหนึ่ง จากจิตของเรา เราสะสมมากเกินไป สำหรับเวรและกรรมของตัวเรา เวลาแก้ต้องอาศัยเวลาต่าง ๆ หรือว่าแต่ละชั่วโมงในเวลาแก้สำหรับมนุษย์พยายามให้เปิดให้อยู่มาก เหมือนเวรเปิดรับได้หมด แต่สิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย เราก็ต้องเปิดอีก เอาเวรออกเอาสิ่งต่าง ๆ ที่ดีเข้าไว้แทน จะทำให้กายเรา จิตของเราไม่ทุกข์ด้วยไม่ป่วยด้วย ไม่เป็นอะไรเลย เหลือไว้คือความว่างเปล่า แต่ไอ้ที่ป่วยก็ดีเป็นเวรก็ดี เป็นกรรมก็ดี เพราะเอาไอ้ที่สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีเข้ากายของตัวเรา รับเวรจากผู้อื่นบ้างเข้าหูบ้างเข้าวาจาบ้าง แล้วเมื่อไหร่มนษุย์ถึงจะรู้ของตัวสำหรับมนุษย์เอง ในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดจากการกระทำ ของตัวของมนุษย์ เหมือนเวลาที่เราหายใจ เรายังต้องหายใจเอง ขอยืมบุคคลอื่นหายใจไม่ได้ ถ้าคนอื่นหายใจแทนเรา แต่ตัวเราไม่หายใจ กายสังขารเราก็อยู่ไม่ได้ เหมือนผลกรรม ถ้าตัวเราจิตเราวาจาเรากายเราไม่ทำ เราไปให้บุคคลอื่นทำ บุคคลอื่นเขาก็ได้ แต่ตัวเราไม่ได้ เพราะตัวเราไม่ได้ทำ ได้แต่เป็นผู้บอกและแนะนำให้ทำอันนั้นแหละคือจิต ต่าง ๆ สำหรับมนุษย์ เวรของมนุษย์ไอ้ที่เป็นเท้า มนุษย์เหยียบย่ำเรื่อยเป็นมดก็ดีเป็นสรรพะสัตว์เลื้อยคลานก็ดี เป็นสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายก็ดีเพราะฉะนั้นให้มนุษย์ถอน ไอ้ที่เหยียบย่ำสรรพะสัตว์ทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้ารู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี เจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ที่ข้าพเจ้าเหยียบย่ำมาตั้งแต่เกิด จนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่เลิก ในการเยียบย่ำข้าพเจ้าขอถอนเวรทั้งหลาย แก่สรรพะสัตว์ทั้งหลายที่อยู่พื้นดิน สรรพะสัตว์ใหญ่มนุษย์ถอนไปแล้ว เหลือแต่สรรพะสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ตัวสิ่งต่างๆที่มนุษย์มองไม่เห็น แต่ถ้ามนุษย์ไปเหยียบสรรพะสัตว์ตัวใหญ่ เป็นเสือบ้างเป็นช้างบ้าง ถามว่าเขายอมให้มนุษย์เหยียบใหมล่ะ (มีแต่มนุษย์ไปให้เขาเหยียบ) เพราะฉะนั้นไอ้ตัวเล็กๆ เขาหนีไม่ทันก็เป็นเวร เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ถอนซะไอ้ทีเป็นมดก็ดี เป็นกิ้งก่าก็ดีเป็นกิ้งกือก็ดี ไอ้ที่ตายไปแล้วก็ดีในสิ่งต่างๆทั้งหลาย เพราะฉะนั้นที่เป็นอะไร สรรพะสัตว์ใหญ่ มนุษย์ไปเหยียบเขาได้ไหมค่ะ (ตอบไม่ได้) ถามว่าไปเหยียบเสือได้ไหม (ตอบไม่ได้เดี๋ยวโดนกัด) เพราะฉะนั้นแก่สรรพะสัตว์เล็ก เพราะเราต้องเป็นเวร เพราะเขาต้องอยู่แบบนั้น (หลวงพ่อให้ถอนพร้อมๆกัน) ข้าพเจ้าขอถอนเวรทั้งหลาย ขอถอนกรรมทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้เหยียบสรรพะสัตว์ เล็กก็ดีมองไม่เห็นก็ดี เจตนาก็ดีไม่เจตนาก็ดี ข้าพเจ้าขอถอนเวรทั้งหลาย ขอถอนกรรมทั้งหลายกะสรรพะสัตว์ที่เป็นเวรทั้งหลาย สรรพะสัตว์ที่เป็นกรรมทั้งหลาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ ถามว่าที่เป็นผลไม้ เหลือที่มนุษย์กินไม่หมดแล้ว ถามมนุษย์ทุกคนที่เหลือแล้วไปทำอะไร ที่เก็บไว้ได้นาน มนุษย์เอาไปทำอะไร (เอาไปดอง) แล้วเวรสำหรับมนุษย์ที่ดองกันไว้ตั้งนานแล้ว ถามว่าเอาไปขายให้ใครได้มนุษย์ ผลไม้เวลาที่กินเหลือ มนุษย์ยังดองเก็บไว้ แล้วเวรของมนุษย์ที่สะสมอยู่ทุกวันๆ ดองไว้มีใครรับเอาไปขายได้ มีแต่มนุษย์เพิ่มขึ้น เขาเรียกว่าเพิ่มจากในจิต เพิ่มจากวาจาพอเพิ่มจากวาจา มาเพิ่มสิ่งต่างๆทั้งหลายมากมาย เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ถอนการดองเวรทั้งหลาย ดองกรรมทั้งหลาย ที่ดองกันไว้ตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่ถอนเสียที ที่ดองไว้ ถึงไม่ไปเสียทีเชื้อเชิญก็ไม่ไป ใส่บาตรก็ไม่ไป ถอนก็ไม่ไป เพราะอะไร เพราะไปไม่ได้มนุษย์ไปดองเขาไว้ เพราะฉะนั้นเปิดฝาที่มนุษย์ไปดองเขาไว้เสียที เปิดฝาไอ้ที่ดองเวรดองกรรมไว้ที่นี้ให้มนุษย์ถอนเอง แต่ละคนข้าพเจ้าขอถอนเวรที่ข้าพเจ้าได้ดองไว้ ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน ขออย่าได้มีเวรมีกรรม ตลอดชาติภพภูมินี้เป็นต้นไปให้มนุษย์ฟังเสร็จ มนุษย์ก็วางหมด เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ตั้งนะโม 3 จบ พร้อมกันให้มนุษย์เอ่ยคำที่เรียกว่าดอง ทีผลไม้ดองมนุษย์ชอบนัก ไอ้ที่เวรที่กรรมที่ดองไว้เขาก็ไม่ชอบอยู่ในตัวเรา เหมือนกันเดี๋ยวอืดบ้าง เดี๋ยวแน่นบ้าง เดี๋ยวปั่นป่วนบ้าง เพราะอะไร เพราะไม่ยอมออกนะมนุษย์ เพราะอะไร เพราะไปดองเขาไว้ แต่ละคนดองไว้หมดแหละ เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ถอนเอง ตั้งนะโมพร้อมกัน ตั้งนะโม 3 จบแล้วพุทธบูชาธัมมะบูชา สังฆะบูชา ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อนามสกุล นิพนธ์ ฆวีวงษ์ ขอถอนคำว่าดองเวรดองกรรม ตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ เวรที่อยู่ในกายสังขารก็ดี เวรวาจาก็ดี เวรที่อยู่ในจิตก็ดี ข้าพเจ้าถอนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถามว่าเวรที่มนุษย์ถอนในวันนี้คือ ในข้อใด ที่มนุษย์สวดมนต์ในวันนี้ ถามว่าในข้อใดที่มนุษย์ถอนในวันนี้คือข้อใดที่มนุษย์สวดมนต์ตั้งหลายบท ข้อที่เรียกว่าอธิฐานจิต ข้อสุดท้ายซิมนุษย์ ข้อในขันธะสันดานที่ดองไว้ เขาเรียกว่าขันธะสันดาน เอาออกตั้งอดีต ปัจจุบันก็ไม่ยอมออก เพราะอะไรดองไว้ เพราะฉะนั้นข้อหลังมีค่ามากมายที่มนุษย์เรียกว่าอะไรขันธะสันดาน ที่เรียกว่าทั้งอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ถามว่ามนุษย์ถึงได้ถอนในวันนี้ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศหรือไม่ การถอนการแก้ของมนุษย์ อยู่ในหนังสือได้ถอนในวันนี้ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ การถอนการแก้ของมนุษย์ อยู่ในหนังสือมนต์ทั้งหมด ถ้ามนุษย์อ่านไปด้วย ฟังไปด้วย พิจารณาให้ดีต่างๆ มนุษย์ก็จะเกิดปัญญา แยกแยะธรรมได้เอง ถามว่าสิ่งที่มนุษย์ทั้งเล่มในวันนี้มนุษย์ถอนรากถอนโคน ถามว่าถอนอะไร (ตอบถอนในสันดาน) นั่นแหละใช่มนุษย์ แค่วาจาถอน ที่เรียกว่าขันธะสันดานของข้าพเจ้า มนุษย์ใช้แค่นี้ แต่ในวันนี้หลวงพ่อให้มนุษย์ถอนอย่างเดียว คือสิ่งที่เกิดมาทุกภพทุกภูมิ ทุกชั้นวรรณะ คือจิตที่เรียกว่าอยู่ในกาย หรือที่เรียกว่าจิตวิญญาณที่อยู่ในที่เรียกว่าสันดาน มันมีมาตั้งแต่มนุษย์เกิดมาหมด เป็นสรรพะสัตว์เล็กใหญ่น้อยก็ดี สำหรับสิ่งเหล่านี้คือการถอนในวันนี้ แต่ถ้ามนุษย์ถอนในวันนี้แล้วขอให้ออกจากจิต สำหรับมนุษย์แต่ละค้นด้วย อย่าเก็บไว้ฝังไว้ดองไว้ ตามที่ต่างๆเวลาที่มนุษย์เก็บไว้ดองไว้ ในกายของมนุษย์ แต่ละคนมันก็ไม่เกิดสิ่งที่ดี หรือที่เรียกว่าดองเวรดองกรรม จากบุคคลอื่นรับเรื่องและปัญหา จากบุคคลอื่น ทำให้เราทุกข์แทน ว้าวุ่นแทน วิกตกกังวลแทน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องวางด้วย เราเอาเฉพราะตัวเรา ตัวของเรา จิตของเรา เรียกว่าการหลุดพ้น เราจะปฏิบัติ เผื่อแผ่กะบุคคลอื่นที่เขาไม่ปฏิบัติไม่ได้มนุษย์ เราให้เขาได้ด้วยความเมตตา แต่เราจะให้เข้าหลุดพ้นเหมือนตัวเรา ที่เราปฏิบัติในเวลานี้ ไม่เหมือนกันเพราะอะไร เพราะในสิ่งที่เป็นกรรมเป็นเวรของบุคคลต่างๆหรือว่าบุคคลทั่วไป บุคคลนั้นต้องปฏิบัติเองทำเอง หลุดพ้นเอง วางเองไม่ว่าเรียกว่าทุกข์ก็ดี หรือที่เรียกว่าปัญหาก็ดี หรือทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มันเกิดจากจิตเรา วาจาเรา ตัวเราต้องทำให้หลุดพ้นจากจิตของเรา พยายามแก้ให้ได้วางให้ได้ ในสิ่งต่างๆที่เรานำมา อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น ทั้งหลายทั้งปวง หลวงพ่อถามว่านกที่อยู่บนพื้นที่เรียกว่าอากาศ เวลาบินนกบินหนึ่งตัว แต่เวลาที่ตกหล่นถามว่าหล่นกี่ตัว (ตอบทุกตัว) เพราะอะไร เพราะแต่ละอย่างเกิดหมด แต่เวลาที่หล่น หล่นหมดเพราะอะไร เมื่อถึงเวลาต่างๆทุกอย่าง ซึ่งไม่มีอะไรบินได้ตลอดเหมือนกายสังขารของมนุษย์ เวลาเราอยู่เรายึดมากมาย ว่าแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง แต่เวลาที่ตายไม่เห็นมีใครมาลำดับว่าเป็นญาติกะเราบ้างเลย เป็นเพราะอะไร เวลาอยู่ลำดับกันมากมาย เขาเรียกว่าอะไรกำหนด กำหนดมีญาติเยอะ แต่เวลาตายเป็นจิตวิญญาณแล้ว ถามว่าไม่มีใครเป็นญาติกะเราบ้างเลย เพราะอะไร ถามว่าเพราะอะไร เพราะเวลาที่เราตาย ไม่มีใครตายไปพร้อมเรา หรือในสิ่งต่างๆทุกอย่าง เขาให้สิ่งที่เป็นกรรมเป็นเวร หรือสิ่งต่างๆทั้งหลายแก่ตัวเราเพราะอะไร ความห่วงความวิตกกังวล ให้มนุษย์ถอนซะความห่วงทั้งหลาย ความวิตกกังวลทั้งหลาย ความคิดล่วงหน้าทั้งหลาย ให้มนุษย์ถอนกันเอง บุคคลใดไม่ถอนก็อยู่อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นให้ถอน ความคิดล่วงหน้าวิตกกังวลความห่วง หลวงพ่อให้มนุษย์ที่มาฟังธรรมถอนเรียงบุคคลไม่ให้ถอนรวมกัน ในสิ่งที่มนุษย์ทุกคนได้ถอนในวันนี้ ขอการหลุดพ้นต่างๆทุกอย่างที่เป็นเวรที่เป็นกรรม สามอย่างสำหรับมนุษย์ ขอให้หลุดพ้นเวรทั้งหลายขอให้หลุดพ้นกรรมทั้งหลาย สิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลาย ให้มนุษย์ขอ ขอให้ข้าพเจ้าได้วางได้ ได้ปฏิบัติได้ ได้ปรับปรุงได้ มนุษย์ขอสามอย่าง ในสิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลายที่เป็นเวรทั้งหลายที่เป็นกรรมทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอปรับปรุงและแก้ไข ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป บอกให้มนุษย์วางมนุษย์ก็ยังวางไม่ได้ วันนี้บอกให้ปรับปรุงก็แล้วกัน เพราะอะไร จะได้แก้ใขให้ดีขึ้น จากสิ่งต่างๆที่ไม่ดี เวลาที่มนุษย์ไปถึงจุดหมายปลายทาง ในการวางได้เมื่อไหร่ อันนั้นแหละคือการหลุดพ้นเวรของมนุษย์ เป็นส่วน ส่วนจากที่เป็นเวรและเป็นกรรม สำหรับมนุษย์ของแต่ละคน เพราะฉะนั้นไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ในภูมิใด วรรณใดหรือว่าสิ่งใดก็ตาม ในสิ่งที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตรงนั้นคือธรรมะเกิด แต่ไอ้สิ่งที่ทำอยู่ประจำวันหรือว่าทุกวัน มองสิ่งต่างๆให้เรียกว่าไกล มองให้ยาวเดินทางไปเรื่อยธรรมะต่างๆไม่มีจบ แต่ชีวิตสำหรับมนุษย์เดี๋ยวก็จบลง เดี๋ยวก็สั้น เพราะฉะนั้นในสิ่งที่รู้ก็ดี หรือในสิ่งที่มนุษย์เข้าสิ่งต่างๆทั้งหลาย ที่เป็นเวรเป็นกรรม เราเข้าของเราเอง ในเมื่อเราเข้าไปแล้ว เราก็ต้องเอาออกของเราเองการถอนบ้าง การแก้บ้าง การปฏิบัติบ้าง อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น ทั้งหลายทั้งปวง มนุษย์ไม่ว่าจะมีจิตที่ดีต่างๆหรือไม่ ชาติอดีตสำหรับมนุษย์แต่ละคน เกิดเป็นหอยที่เรียกว่าคว่ำหน้าอย่างเดียว ที่เรียกว่าหอยโขงเกิดมาเป็นทุกคนแหละมนุษย์ มนุษย์ถึงเรียกว่าอะไร เวลากรวดน้ำ ในสิ่งต่างๆทั้งหลายเขาไม่รับกุศลผลบุญ เขาคว่ำด้วยปิดด้วยอยู่ตลอด มนุษย์ทุกคนก็เป็นเช่นนั้น เกิดมาเป็นหมด เป็นหอยบ้าง เป็นไอ้ที่มีพิษบ้าง ต่างๆตัวสำหรับมนุษย์ ถึงได้มีสิ่งต่างๆที่อยู่ในกายสังขาร สำหรับมนุษย์มากมาย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มนุษย์หนีเวรไม่ได้ ถ้ามนุษย์ไม่ได้แก้ในเวลานี้ แต่สิ่งที่มนุษย์ได้ คือสิ่งที่มนุษย์ได้วางได้ ได้หลุดพ้นได้ ได้เฉพาะตัว สำหรับมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นสิ่งต้างๆทุกอย่างมีทางเดินทั้งหมด มีทางออกทั้งหมด เพียงทางต่างๆที่รกรุงรัง เห็นเป็นสิ่งต่างๆที่เดิน0เรียบง่าย เพราะฉะนั้นจงวางจิตของมนุษย์ ให้ตั้งอยู่ที่เรียกว่าสายกลาง ถ้าตั้งอยู่สายกลางแล้วคือไม่เกิด ที่เป็นกรรมและเป็นเวรคือโทสะที่โทสะที่เราผจญอยู่ กับความทุกข์ผจญอยู่กับปัยหา ผจญอยู่กับเรื่อง คือในตัวของเราทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาและเรื่องที่เราผจญอยู่ทั่วไปในกายสังขาร ตัวเราคือชาติปัจจุบันนี้ เราดับสิ่งต่างๆที่เราผจญแล้วหรือยัง เรากลบสิ่งต่างๆที่เป็นกรรมแล้วหรือยัง เราวางที่เป็นเวรต้างๆในสิ่งที่ชาติปัจจุบันนี้แล้วหรือยัง การวางทั้งหลายไม่เกิดผล แต่การแก้ทั้งหลายเกิดผล เพราะมนุษย์จะรู้สิ่งต่างๆในการวางในการปฏิบัติ ของมนุษย์ด้วยตนเอง เวลารักษาไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ศีลของมนุษย์ให้เหลือข้อหนึ่ง คือให้เป็นอย่างเกลือไม่ว่าจะไปอยู่ภาคไหนก็แล้วแต่ ที่ใดก็ตาม ไม่เคยเปลี่ยนวาจาสำหรับมนุษย์ควรเป็นเหมือนเกลือด้วย จิตของมนุษย์ก็เป็นเหมือนเกลือด้วย ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตามทุกที่ในเมื่อที่นั้นเป็นเกลือมีค่ามากมาย แต่มีอยู่อย่างที่มนุษย์เรียกว่าอะไร ที่เกลือเป็นหนอนหมายถึงอะไร มนุษย์เรียกว่าอะไร ไม่มีสิ่งใดในสิ่งเหล่านั้นที่อยู่ในที่เรียกเกลือได้มีแต่แช่ไอ้สิ่งต่างๆที่ไม่ดีสำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ให้เหม็นก็ดี ไม่ให้เน่าก็ดี แต่ไอ้สิ่งคำเปรียบเทียบสำหรับมนุษย์ มันเป็นเวรวาจา มันเป็นกรรมด้วยเพราะอะไรพูดเพราะไม่รู้ ว่าสิ่งต่างๆทั้งหลายเขารักษาศีล แต่มนุษย์เอาสรรพะสัตว์ไปเรียกว่าไปให้เขาที่เรียกว่าเกลือเป็นหนอนบ้าง เป็นอะไรบ้างสำหรับมนุษย์มันเป็นเวร เป็นเพราะอะไร เวรเพราะไม่รู้ เวรเพราะไอ้สิ่งต่างๆที่เกิดจากวาจาที่เรียกว่าพล่อย วาจาของเรา เป็นวาจาที่เรียกว่าพล่อย เพราะอะไร พูดแล้วคิดทีหลังพูดแล้วนึกทีหลัง เพราะฉะนั้นคิดก่อนพูด แล้วมนุษย์จะไม่ทุกข์เลย แล้วจะไม่ว้าวุ่นกะสิ่งต่างๆด้วย พยายามให้รู้จักตัวเราตลอดเวลา พยายามแก้ที่ตัวเรา เราไม่เคยแก้ที่ตัวเราเลย เราแก้กะวัตถุต่างๆภายนอกปะเดี๋ยวซ่อมบ้างประเดี๋ยวเปลี่ยนบ้าง แต่ตัวของเรา เราไม่เคยเอาตัวเราไปซ่อมบ้างมีแต่เอาตัวเราไปรักษา แต่ถ้าเราเอาตัวเราไปซ่อมด้วยเอาจิตของเราไปซ่อมด้วย เราก็สามารถอยู่อย่างไม่ทุกข์แต่นี่เราเอาตัวเราไปรักษา เวลาที่เราเอาสังขารไปใช้งานเขามากมาย เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามนุษย์รู้จักใช้ เหมือนวัตถุภายนอกสังขารเรา เราก็จะไม่เป็นโรคเวร หรือว่าโรคกรรมแต่นี่เราไม่รู้จักใช้ หรือว่าเราไม่รุ้จักซ่อมสังขารตัวเรา ว่าจิตของเราจะอยู่ที่ไหน สังขารเราควรจะไปตรงไหน ไม่ใช่ว่าสังขารเราจะอยู่กะเวรในสิ่งที่เรียกว่าความอยากได้ตลอดเวลา หรือว่าจิตของเราในสิ่งต่างๆ ที่เราใฝ่หาอยู่ทำให้เราเกิดกิเลสไม่รู้จักพออยู่ที่เรียกว่าตลอดเวลา เพราะฉะนั้นพยายามรักษากายสำหรับมนุษย์ ซ่อมสิ่งต่างๆที่ไม่ดีของมนุษย์ทุกคนให้ดีขึ้น ซ่อมจิตเวรต่างๆทุกอย่างที่เรานำมา ให้ไปไว้ที่ซ่อมที่อื่น ซ่อมวาจาของเราสิ่งต่างๆที่เป็นกรรมให้ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นอะไรทุกอย่าง เกิดแล้วแก้ได้หมด เพียงแต่มนุษย์ใช้ปัญญาแยกแยะต่างๆ การใช้ปัญญาสำหรับมนุษย์ คือหาแค่วัตถุภายนอกได้อย่างเดียว ไม่ได้หาในการหลุดพ้นไอ้ที่เป็นกรรมและเป็นเวรสำหรับมนุษย์เลย แต่ละชาติละภพหรือว่าแต่ละภูมิ สำหรับมนุษย์ต่างๆหรือว่าทุกคน เวลาใช้ปัญญากะภายนอก มนุษย์เหนื่อยมากมาย เพราะอะไรตะเกียกตะกายบ้างจิกบ้าง กายสังขารบ้างความคิดบ้าง สังขารทุกส่วนไปหมด แต่ถ้ามนุษย์นำทุกส่วนของกายสังขารสำหรับมนุษย์ มารักษากายสำหรับมนุษย์ มนุษย์ก็จะหลุดพ้น จากเวรการสาปแช่ง เวรวาจา เวรความคิดแล้วมนุษย์ก็จะได้สติในการแยกแยะธรรมะต่างๆทุกอย่างต่อไปในสิ่งใดเกิดแล้วแก้ในสิ่งใดที่ยังไม่เกิด ทำให้ว่างเปล่าอันนั้นคือการหลุดพ้นในชาติปัจจุบันนี้สำหรับมนุษย์ทุกคน เหมือนหน้าต่างเราเปิดหน้าต่างให้ลมเข้าเราต้องการอากาศที่ดี จิตของเรา ก็ต้องการสิ่งที่ดีดี เข้าไปไว้ในจิตของเราเหมือนกันพยายามเปิดจิต ก็เหมือนพยายามเปิดหน้าต่าง ถ้าพยายามปิดจิตในสิ่งต่างๆที่ไม่ดีที่อยู่ในกายสังขารเราพุขึ้นเป็นเวรขึ้น มีแต่สิ่งต่างๆที่ห้อมล้อมหรือว่าสิ่งที่กำลังจะสลายไปต่างๆของกายสังขาร ที่อยู่ในกายสังขารของตัวเรามากขึ้น กรรมของมนุษย์แต่ละคนไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่าหนีได้ ถ้าบุคคลคนที่เป็นกรรมไม่แก้เอง เวรของบิดามารดาครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณทั้งหลายไม่มีอะไรสามารถแก้ได้ นอกจากบุคคลคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณทั้งหลาย เขาต้องแก้ด้วยกายสังขารก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยจิตก็ดี อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น แต่สิ่งที่เราทำได้วางได้ในสิ่งต่างๆสำหรับมนุษย์ทุกคน คือไม่ยึดติดกะสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามในสิ่งที่รับรู้ รับเรื่องรับปัญหา วางแล้วแก้ไข วางจากสิ่งที่ไม่ดี ทำให้สิ่งที่ดีให้เกิดขึ้น อันนั้นแหละคือการหลุดพ้นในสิ่งที่เป็นกรรม และเป็นเวรสำหรับมนุษย์ในชาติภพภูมิสำหรับมนุษย์ต่อไป ทำไมสรรพะสัตว์ที่เป็นแมงเม่า เขารู้ว่าไฟเนี่ยร้อน แต่ทำไมเขาบินเข้าไอ้ที่ร้อนทั้งที่เวลาที่บินเข้าแล้วปีกเขาก็ร่วงบ้าง ตัวเขาก็หล่นบ้างหักบ้างถามว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะเหมือนอย่างที่มนุษย์เป็น เห็นสิ่งต่างที่ไม่ดีว่าดีเหมือนแมงเม่ารู้ว่าไฟที่มนุษย์เห็นเขามาเล่นไฟมันไม่ใช่การเล่นคือสิ่งต่างๆ ไม่เกิดในการตาย แต่ยิ่งในสิ่งเหล่านั้น มันเป็นสิ่งที่เขามาเล่นแล้วก็ปีกหักบ้างตายบ้าง เพราะการตายของสรรพะสัตว์เหล่านั้น เขาต้องมาตาย ณ ที่นี้ คือเป็นเวรกับไฟ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศหรือไม่ เพราะฉะนั้นเหมือนมนุษย์ทุกคน ต้องมาตายกับความทุกข์ ต้องมาตายกับความวิตกกังวล ต้องมาตายกับเรื่องทั้งหลาย ปัญหาทั้งหลายตายด้วยจิตไม่ใช่ตายด้วยกาย แต่แมงเม่าในสิ่งที่ตายเขาตายเพราะสังขาร คือเป็นเวรถึงต้องตาย แต่ส่วนตัวสำหรับมนุษย์ ตายเพราะจิตจิตตายด้านตายจากที่เรียกว่า ไม่รับรู้สิ่งต่างๆ อันนั้นแหละคือวิธีแก้ และคือการแก้ไขสำหรับมนุษย์ต่างๆที่ดีขึ้น แล้วก็ให้เกิดสิ่งต่างๆในจิตสำหรับมนุษย์ด้วย หลวงพ่อถามว่าปลาในเมื่อสิ่งที่ตายเพราะ ปลาหมอตายเพราะอะไร (ตายเพราะปาก) เพราะอะไร เพราะการอยากกินต่างๆต้องมาฮุบเหยื่อบ้าง มนุษย์ก็เหมือนกัน เขาเอาเหยื่อล่อหน่อย มนุษย์ก็ไปฮุบแล้ว แล้วไปตายเพราะปากอยู่ดีแหละ เพราะฉะนั้นอย่าเป็นอย่างปลาหมอ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศหรือไม่ ไม่ว่าเขาจะเอาเหยื่ออะไรมาป้อนก็ดี เอาสิ่งใดอะไรมาให้ก็ดี อย่าไปยึด เหยื่อที่เขาเรียกว่า เหยื่อเวรนะมนุษย์ ใช้เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศหรือไม่ พยายามอยู่อย่างกระเสือกกะสน อย่าพยายามอยู่อย่างสะดวกสะบาย ถ้าอยู่อย่างสะดวกสะบายก็ทุกข์จนวันตาย แต่ถ้าอยู่อย่างกะเสือกกะสน การดิ้นรนต่างๆก็ถึงจุดหมายปลายทาง เหมือนมนุษย์ลำบากมาตั้งแต่เกิด จนถึงขณะนี้ยังไม่เลิกลำบากเลย เพราะอะไรต้องการอยู่สบาย มันถึงได้ลำบากอย่างนี้ แต่ถ้าเราอยู่อย่างกะเสือกกะสนต่างๆ เราอยู่ตรงไหนก็ได้ ถึงจุดหมายปลายทางทุกที่ อันนี้แหละความสุขของมนุษย์ คือการวางการละจากเวรทั้งหลาย เพราะฉะนั้นไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่าการแลกเปลี่ยนมีแต่สิ่งที่อยู่ในจิตสำหรับมนุษย์ วางเมื่อไหร่หลุดพ้นเมื่อนั้น ไม่มีวัตถุอะไรมาแลกเปลี่ยนได้ นอกจากความว่างเปล่า เอาความว่างเปล่าในสิ่งต่างๆ ที่เป็นลมให้อยู่ในจิตของเราทุกขณะ ลมอยู่ภายนอก เรายังรู้จักเย็นแต่ถ้าลมภายในจิตแล้ว สามารถเย็นมากกว่าลมภายนอกมากมาย บุคคลใดอยู่ใกล้ที่มีลมที่อยู่ในจิตก็สามารถอยู่ได้เย็นด้วย อยู่แล้วอยากอยู่ด้วย เพราะอะไร ลมในจิตมีแต่ความเย็น ลมภายนอกก็เย็น แต่นี่ลมภายนอกเย็นพัดเท่าไหร่ก็เย็น แต่ลมภายจิตของเราคุกรุ่นอยู่ตลอดใครเข้าใกล้ก็ร้อนเหมือนดั่งไฟ ในเมื่อใครเข้าใกล้ในสิ่งเหล่านี้ เขาก็อย่ากหลุดพ้นอยากหนีออกเพราะอะไร เข้าใกล้แล้วก็ร้อน เพราะฉะนั้นจำสิ่งต่างๆที่หลวงพ่อเทศน์กะมนุษย์วันนี้ให้ดี พยายามแก้ใขพยายามปรับปรุง พยายามเปลี่ยนแปลงมันไม่เกินความสามารถสำหรับมนุษย์ ถ้ามนุษย์ต้องการสิ่งที่เรียกว่าหลุดพ้น แต่ถ้ามนุษย์ต้องการเวร มนุษย์ก็ทำเหมือนเดิม พอให้ปรับปรุงก็ยังเหมือนเดิม แก้ไขก็ยังเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่ชั้นเดิม แต่ถ้ามนุษย์ปรับปรุงใหม่ แก้ไขใหม่เปลี่ยนใหม่มนุษย์ก็จะขึ้นภูมิไปอีกภูมิหนึ่ง เพราะฉะนั้นมนุษย์จะอยู่ภูมิล่างที่มีแต่ความทุกข์ที่มีแต่กรรมหรือว่าเวร หรือว่ามนุษย์จะอยู่อีกภูมิหนึ่งที่อยู่สูงที่ทำให้มนุษย์ได้วางได้แก้ไขได้หรือปฏิบัติได้ หรือได้หลุดพ้นต่างๆทุกอย่าง ในสิ่งที่เกิดอยู่เป็นอยู่ในสิ่งที่มีในจิตของเราเอาแค่ตัวเรา เราจะให้บุคคลอื่นเหมือนอย่างตัวเราในการวางก็ดีในการหลุดพ้นก็ดีอันนี้ไม่ได้ เราจะบังคับให้สังขารของตัวเราทุกคนเติบโตเท่ากันสูงต่ำเท่ากันไม่มีอ้วนไม่มีผอม ไม่มีมาก ไม่มีน้อยอะไรที่บังคับได้ไม่มีสิ่งใดบังคับได้ เพราะฉะนั้นในสิ่งเหล่านี้ สำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นวาจาก็ดีจิตก็ดี หรือการกระทำต่างๆสำหรับมนุษย์ก็ดี ภายนอกควรวาง เอาแต่สิ่งต่างๆทั้งหลายที่ดี ทำจิตของเราให้หลุดพ้นให้ได้ วางให้ได้แล้วเราก็จะถึงจุดหมายปลายทางด้วยความว่างเปล่า คือจุดหมายปลายทาง จงรับสิ่งต่างๆทุกอย่างให้ได้ รับแล้ววางทำแล้ววาง อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น ไม่ว่าในชาติปัจจุบันนี้ หรือว่าวันนี้ เวลานี้ก็ตาม เรื่องใดเกิดรู้แล้ว รู้แล้ววาง เวลาวาจาสำหรับมนุษย์เขาเรียกว่าอะไร เอาพิมเสนก็ดี แลกกับอะไร (เกลือ) เพราะอะไร เพราะสีคล้ายกัน แต่ในสิ่งเหล่านั้น ไม่มีอะไรแลกเปลี่ยน ซึ่งกันและกันได้เลยในสิ่งที่เป็นเกลือเขาก็รักษาของเขาอย่างนั้น ไอ้ที่เป็นพิมเสนต่างๆเขาก็รักษาสิ่งที่เขาเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะแลกเกลือให้เป็นพิมเสนหรือให้เอาพิมเสนไปแลกให้เป็นเกลือ ถามว่าเขายอมแลกไหม เหมือนจิตของเรา ในจิตต่างๆที่ไม่ดีของเรา เราเปลี่ยนได้ เราหาทางแก้ไขได้ เราพยายามวางได้ แล้วมนุษย์แต่ละคน การปฏิบัติได้ ก็คือจุดหมายปลายทางที่สูงสุดในชีวิตสำหรับมนุษย์แต่ในสิ่งที่มนุษยืได้รู้ก็ดี ทำก็ดีหรือได้วางก็ดี การมีค่าคือตัวเรา วางได้แก้ได้ปฏิบัติได้การหลุดพ้นคือสิ่งที่เราได้ปฏิบัติ คือการหลุดพ้นมันไม่ใช่ผ่านวันเดียวทำครั้งเดียวการค่อยเรียนรู้ต่างๆทุกอย่าง เหมือนการเติบโตของกายสังขาร ตัวเราการเติบโตสังขารของตัวเรา เราก็อาศัยการเรียนรู้บ้างประสบการณ์บ้างทำให้ชีวิตสำหรับมนุษย์แกร่งคือภายนอก แต่ในธรรมะที่หลวงพ่อให้แก่มนุษย์ในวันนี้ ก็คือการวางได้การแก้ได้ การหลุดพ้นในชาติภพภูมิต่างๆสำหรับมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม แม้แต่เหื่อก็ดี ใครก็ดีที่อยู่ในกายสังขารเรา เราก็เรียกว่าจิตวิญญาณต่างๆที่เป็นกรรมที่เป็นเวร เวลาที่ออกมาแล้ว เวรทั้งหลายออก กรรมทั้งหลายออกแต่มนุษย์เรียกว่าดี เหื่อออกก็ดีหรือที่เป็นขี้ใครออกก็ดี มนุษย์ดีหมด ถามว่าอันนั้นคือเป็นกรรมและเป็นเวรของตัวเรา การวางการแก้การทำการปฏิบัติของสิ่งต่างๆสำหรับที่เรียกว่าพื้นของมนุษย์ที่อยู่โลกของมนุษย์ การมีหน้าที่ต่างๆสำหรับมนุษย์ เพียงให้มนุษย์มีที่เรียกว่าเป็นที่ยึด มีหลักต่างๆของทุกอย่างในการวาง ในการทำหรือว่าในการหลุดพ้นไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดก็ตาม เกิดแล้วแก้ เกิดแล้วแก้ เกิดแล้ววาง หลุดพ้นเมื่อไหร่แล้วอันนั้นแหละคือความว่างเปล่า ของจิตของเรา เพราะฉะนั้นธรรมะในวันนี้ ที่หลวงพ่อเทศมาถามว่ามนุษย์ได้อะไรบ้าง การวางด้วยจิต การมีสติ การหลุดพ้นต่างๆทุกอย่างมนุษย์ทุกคนได้ทำ การเปลี่ยนแปลงการแก้ไข หรือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนได้ทำกันที่เรียกว่าการกระทำแต่ละบุคคล (หลวงพ่อให้มนุษย์ทุกคนที่มาฟังธรรมได้ปฏิบัติด้วยคือให้ทำเดี๋ยวนั้นเลยคือการถอนเวรถอนกรรมในวาจาในจิตของแต่ละคนให้ถอนเรียงทีละคนซึ่งไม่ได้เขียนถ่ายทอดไว้ในนี้ เพราะฉะนั้นธรรมะต่างๆที่ได้เขียนบันทึกไว้ ณ ที่นี้ไม่ละเอียดเหมือนเราฟังจากที่หลวงพ่อเทศโดยตรง) ในวันนี้ก็ขอให้จำไปแก้ ไปปรับปรุง ตัวเราจิตเราทุกคน เราต้องทำด้วยตัวเราอย่ารับเวรของคนอื่น อย่าเอาคนอื่นมาทำให้เราทุกข์ โดยที่เรียกว่าเรายังยึดติด เราไปยึดติดกับสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ แต่เราวางสามารถทำให้จิตต่างๆที่ดีของเรา เกิดขึ้นเต็มจิตจิตเวรของเราก็ไม่เกิด จิตกรรมก็ไม่เกิด มนุษย์ยังมีจิตหาเรื่องอยู่ จิตที่ทุกข์อยู่จิตที่ยังวางไม่ได้อยู่ จิตใดที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็ให้มนุษย์ถอนทีละอย่าง ให้มันหลุดพ้นไป จากสิ่งต่างๆที่ไม่ได้ ที่เราสะสมมา เพราะฉะนั้นธรรมะในวันนี้ก็ดี ขอให้มนุษย์ทุกคนวางได้ ขอให้หลุดพ้นเวรทั้งหลายขอให้หลุดพ้นเรื่องทั้งหลาย ขอให้หลุดพ้นกรรมทั้งหลาย ขอให้หลุดพ้นปัญหาทั้งหลาย ตั้งแต่ปัจจุบันชาตินี้ เป็นต้นไปเทอญ
สุดท้ายในการให้พรของหลวงพ่อ หลวงพ่อให้เราหลุดพ้นสิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลาย คือเมื่อเราฟังแล้วนำไปวาง นำไปแก้นำไปปฏิบัตินำไปทำให้ได้ หลวงพ่อคอยเป็นกำลังใจให้แก่เราด้วย คือให้เรารู้ว่าถ้าเราวางเราแก้สิ่งต่างๆที่ไม่ดีที่เป็นเวรที่เป็นกรรมของเราได้ เราก็สามารถหลุดพ้นในชาติปัจจุบันนี้ได้โดยที่ไม่ต้องคอยชาติหน้า หรือชาติต่อไป
ธรรมที่จะเขียนต่อไปนี้หลวงพ่อเทศน์เมื่อปี 2544 เสาร์ที่ 12 พ.ค มีแม่ค้าพาบุตรชายลูกสะใภ้มาด้วย แม่ค้าผู้นี้เป็นผู้ปฏิบัติธรรมอยู่ เมื่อมาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อจึงได้เทศนาธรรมโปรด แต่แม่ค้านั้นว่าในการปฏิบัติอยู่ เราจะทำอย่างไรกับสิ่งต่างๆแก้อย่างไร กับเวรกับกรรมของตัวเราเมื่อผู้ใดได้อ่านแล้วจงเก็บมาพิจารณากับตัวของเราเมื่อผู้ใดได้อ่านแล้วจงเก็บมาพิจารณากับตัวของเราว่าสิ่งไหนที่เราเกิดอยู่เป็นอยู่จะแก้อย่างไร มีประโยชน์มากเมื่อได้อ่านแล้วเข้าใจแล้วก็ลองทำดูปฏิบัติดูว่าจะจริงหรือไม่จริงจะได้ผลหรือไม่อย่างไร
ภายนอกกายสังขารสำหรับมนุษย์วาจาก็ดีสิ่งต่างๆทั้งหลายเป็นเพียงภายนอกในคำพูดสำหรับมนุษย์ทั้งหมด แต่สิ่งที่มนุษย์ทำมาตลอดคือแค่ความสบายใจไม่ว่าจะสิ่งใดก็ตาม ในสิ่งที่มนุษย์ทำ เพี่อความสบายใจในสิ่งที่เรียกว่าเข้าถึงจิตที่มันเลยจากใจมนุษย์ต่างๆทุกอย่าง แต่ในสิ่งที่มนุษย์ได้ละก็ดี ได้วางก็ดีปัญหาทั้งหลายเรื่องทั้งหลายอันนั้นแหละคือการวาง การถอนวาจาที่เป็นเวรทั้งหลายเป็นกรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุตรเราก็ดี ในการด่าในการว่าและมีเจตนาและไม่เจตนาก็เป็นเวร กายสังขารเป็นบุตรของเรา แต่จิตวิญญาณที่เป็นกายสังขารคือเจ้ากรรมนายเวรอดีตชาติภพภูมิต่างๆ เราถึงได้ทุกข์กะกายสังขารที่เป็นบุตรของเรามากมาย อันนั้นแหละคือการใช้เวรทั้งอดีตภพภูมิต่างๆสำหรับมนุษย์ทุกคน เพราะฉะนั้นให้ตั้งนะโม 3 จบ พร้อมกันเมื่อตั้งเสร็จแล้วใก้เอ่ยว่า
พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อนามสกุล นิพนธ์ ฆวีวงษ์ ขอถอนอารมณ์ที่ขุ่นมัวทั้งหลาย วาจาที่เป็นเวรทั้งหลาย สิ่งที่ก้าวร้าวทั้งหลายทั้งอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ข้าพเจ้าขอถอน ขอขมาทั้งหมดทั้งสิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ
การแก้ของทุกคนในปัจจุบันสิ่งที่มนุษย์ทำมาตลอดระยะเวลาที่มนุษย์มีภายนอก เขาเรียกว่าใช้ปัญญาไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าบุญ สิ่งที่เรียกว่าบุญสำหรับมนุษย์ทุกคน คือการวางได้ การหลุดพ้นสิ่งต่างๆที่เป็นเวรคือในจิตของตัวเรา คือเราไม่หลงกะเวรเหล่านั้นเราไม่หลงกะกรรมเหล่านั้นอันนั้นแหละเรียกว่าบุญ แต่ในสิ่งต่างๆสำหรับมนุษย์ทุกคนที่ยังหลงอยู่คือวัตถุภายนอกในสิ่งที่เป็นวัตถุภายนอก สำหรับมนุษย์ทุกคน แม้แต่เกิดมาทุกคนก็ยังมีความลุ่มหลงอยู่หลงเกียร์ติ หลงยศหลงตำแหน่งในสิ่งที่มนุษย์ลุ่มหลงอยู่เป็นเวรทั้งหมด หลงในทรัพย์สินต่างๆทุกอย่างที่เรามี ในส่วนเหล่านี้ แก้ให้มนุษย์ได้ แต่ถ้าหลงตัวเองแล้วไม่มีใครสามารถแก้ให้ในสิ่งที่เราหลงตัวเองได้ เหมือนสิ่งที่มนุษย์เป็นอยู่ ภายในกายสังขารของบุคคลอื่นทุกสิ่งทุกอย่าง ภายนอกเราเห็นหมดแต่ในสิ่งที่เป็นเวรที่อยู่ในจิตของตัวเรา ในสิ่งต่างๆทุกอย่างไม่สามารถนำมาให้บุคคบอื่นเห็นได้ แต่สิ่งที่เรียกว่า การกระทำต่างๆทุกอย่าง ของสิ่งที่เป็นมนุษย์ทั้งหลายทั้งอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ถ้ามนุษย์ตัดความลุ่มหลงต่างๆ อันนั้นแหละคือบุญสำหรับมนุษย์ทุกคนแต่ในสิ่งที่เรียกว่าบุญสำหรับมนุษย์ทุกคน มนุษย์ก็วางได้แค่วาจา ในสิ่งที่ทำคือแค่สบายใจ การทำมาแล้วคือความสบายใจสำหรับมนุษย์ได้แค่ตรงนี้แต่สิ่งที่เรียกว่าหลุดพ้น คือจิตวิญญาณที่อยู่ในกายสังขารของตัวเรา จิตวิญญาณที่อยู่ในกายสังขารของตัวเราในสิ่งต่างๆมีมากมาย การแก้เวรแก้กรรมสำหรับมนุษย์แต่ละคนถามว่าทั้งชีวิต มนุษย์ดูแต่ภายนอก แต่ตัวของแต่ละคนที่เป็นมนุษย์ทั้งหลาย เคยใส่บาตรให้ตัวเองหรือไม่ ที่เรียกว่าจิตวิญญาณต่างๆที่อยู่ในกายสังขารของมนุษย์ที่เวลาที่มนุษย์ยึดภายนอกต่างๆทุกอย่างแต่ละที่เจ้าที่บ้าง ศาลพระภูมิบ้าง ทำบุญให้ที่อยู่อาศัยบ้างอันนี้คือภายนอก แต่ในสิ่งที่อยู่ในกายสังขารของตัวเรา มนุษย์เคยทำบุญให้จิตวิญญาณที่อยู่ในกายสังขารของมนุษย์บ้างหรือไม่ ทุกคนได้แต่สิ่งที่เรียกว่าเลยไป ได้แต่ซ่อมแซมที่เป็นบ้านของบุคคลอื่น ส่วนที่เป็นบ้านของเราคือกายสังขารของตัวเราเวลาทุกข์เวลาเจ็บ มนุษย์ใช้วาจาการบ่นการว่าทั้งหลาย อันนั้นแหละคือที่เรียกว่าเวร เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม สำหรับมนุษย์ทุกคน การแก้การวาง การปฏิบัติ การหลุดพ้นต่างๆทุกอย่าง ในเมื่อมนุษย์ละวาจาได้ ละกิเลศได้ ละความขุ่นมัวได้ อันนั้นแหละคือการหลุดพ้นในปัจจุบัน ของมนุษย์ทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นสมัยไหนก็ตาม ที่มนุษย์เรียกว่ารับช่วง จากสิ่งที่เป็นเวรและเป็นกรรม เหมือนที่บรรพบุรุษของมนุษย์เขาให้ไว้ไอ้ที่ปวดไอ้ที่เมื่อยก็ไม่เอาไปด้วยให้รุ่นหลัง ในสิ่งที่เป็นสังขารก็ให้รุ่นหลัง ในสิ่งที่แก่เฒ่าก็ดี แต่ในสิ่งที่มีสำหรับมนุษย์ต่างๆทุกอย่างมนุษย์ให้สิ่งที่มนุษย์มีเวรและมีกรรม ได้หลุดพ้นไปจากจิตสำหรับมนุษย์ไม่ได้ เรื่องสิ่งที่ผ่านมาแล้วสำหรับมนุษย์ ความทุกข์ยาก ความลำบาก ความเหนื่อยความอดออมต่างๆทุกอย่าง มนุษย์จำฝังจิตจนถึงขณะนี้วาจาสำหรับมนุษย์ก็ยังพูดอยู่ถึงความทุกข์ยากอย่างไร เหนื่อยยากอย่างไร ทำไว้ให้ใคร ในสิ่งที่มนุษย์ทำไว้ให้ทั้งหมดภายนอก ส่วนไอ้ที่เป็นกรรมเป็นเวรของตัวเรา ใครจะใช้หนี้เวรหนี้กรรม ในสิ่งที่ตัวเราสร้างใว้ทำไว้ ทรัพย์สมบัติต่างๆทุกอย่าง ภายนอกเราให้เขาหมด แต่สิ่งที่เป็นเวรและกรรมของตัวเราไม่มีบุคคลใด ใช้หนี้เวรหนี้กรรมนอกจากตัวเรา จะต้องแก้ในปัจจุบันชาตินี้ ในสิ่งที่มนุษย์ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง (หลวงพ่อถามผู้มีอายุขัยอารมณ์ขุ่นมัวก็ดี วาจาทั้งหลายทุกสิ่งทุกอย่าง การรื้อฟื้นถามว่าเมื่อไหร่จะเลิก ถามว่ากายสังขาร ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ก็ดี หรือว่าเป็นผู้หญิงก็ดีผู้ชายก็ดี อารมณ์ขุ่นมัวโทสะ ทุกคนนำมาหมด แล้วตัวของมนุษย์อายุของมนุษย์ ถามว่าอายุของมนุษย์ ถามว่าอายุขัยเท่าไหร่ ถามว่าเลิกอารมณ์ที่ขุ่นมัวหรือยัง (พยายามเลิก) พยายามในสิ่งที่มนุษย์พูดคือแค่ระงับ แต่ไม่ได้ในการหลุดพ้น แต่สิ่งที่มนุษย์แก้ต่างๆทุกอย่าง มนุษย์ใส่บาตรให้แก่เรื่องและปัญหา ใส่บาตรให้แก่ความวิตกกังวล ใส่บาตรให้แต่บุตรที่เป็นเวร และกรรมอันนั้นแหละคือการแก้ของมนุษย์ การใช้วาจาต่างๆทุกอย่าง หลวงพ่อถามมนุษย์ว่าคำว่ามือถือสากปากถือศีลหมายถึงอะไร (มีมนุษย์ตอบว่าหมายถึงเวลาพูดปากกับใจไปไม่ตรงกัน) หมายถึงเวลาที่เราปฏิบัติอยู่กายของเราถือศีล แต่วาจาของเราสร้างเวร เอาเรื่องหรือว่าของบุคคลอื่นทุกอย่างไม่ใช่เรื่องของเรา เอาเรื่องของบุคคลภายนอกมาพูดในขณะที่เราถือศีล อันนี้เขาเรียกว่ามือถือสาก ปากถือศีล สิ่งที่เรียกว่าเป็นมีดที่เรียกว่าสองคม คือวาจาในสิ่งต่างๆทุกอย่าง ขณะที่สมาธิเกิดในสิ่งต่างๆของทุกคน การมีสมาธินั่งก็เป็นสมาธิกายยืนก็เป็นสมาธิ การทำงานก็เป็นสมาธิ การทำงานก็เป็นสมาธิ ทุกอิริยาบทสำหรับมนุษย์คือสมาธิ ไม่ใช่นั่งสมาธิแล้วจิตไม่ได้อยู่ในกายสังขารอันนั้น เขาเรียกว่าทำให้กายสังขารทุกข์เฉยๆ แต่นิ่งที่เรียกว่าสมาธิคือทุกอริยาบทไม่ว่าจะกินจะนอนจะนั่งจะเดิน ในสิ่งต่างๆทุกอย่างไม่ว่าบุคคลอื่น ไม่ว่าเขาจะดีหรือไม่ดีในสิ่งที่เรียกว่า ดีกะไม่ดี ในสิ่งที่เขาไม่ดีคือช่วยให้เขามีสติคือสอนได้ แต่ในสิ่งต่างๆสำหรับมนุษย์ผู้มีอายุขัย เลิกโทสะหรือยัง ถามว่าเลิกโทสะหรือยัง (ตอบพยายามทำความเพียรอยู่) เพราะฉะนั้นมนุษย์เพียรมาตั้งนานแล้วไม่เห็นเลิกเสียทีมนุษย์ได้แต่ใช้วาจา แต่มนุษย์ไม่ได้ใช้การกระทำ มนุษย์ใช้การกระทำคือเอาผลบุญให้โทสะของข้าพเจ้า เวลาโทสะเกิดแล้วรื้อฟื้นทั้งหมดเลยนะเนี่ย เรื่องมีเท่าไหร่ ปัญหามีเท่าไหร่ เสียไปเท่าไหร่ ทุกอย่างรื้อฟื้นหมด ถามว่าเมื่อไหร่จะเลิก (ตอบกำลังเพียรอยู่) เพราะฉะนั้นเพียรเท่าไหร่ ไม่สำเร็จหรอกมนุษย์ เพราะมนุษย์วางแล้วเดี๋ยวมนุษย์ก็หยิบขึ้นมาใช้ใหม่ ไหนเมื่อเรื่องและปัญหาเกิด มนุษย์วางว่าสิ่งต่างๆทุกอย่าง ไอ้ที่เป็นกรรมและเวรทั้งอดีตและปัจจุบัน เราใส่บาตรให้แก่เรื่องอันนั้นหรือยัง เราใส่บาตรให้แก่เจ้าหนี้ของเราแล้วหรือยัง สิ่งที่เรียกว่าเจ้าหนี้ของเรา คือเจ้าหนี้ที่เป็นเวรทั้งหลาย เป็นกรรมทั้งหลาย ทำได้เท่าไหร่เราก็ไปให้เจ้าหนี้หมด ถามว่าเจ้าหนี้คือใคร เจ้าหนี้คือบุตรของเรา อันนั้นแหละมนุษย์ใส่บาตรให้เขาหรือยังอันนี้ก็ยัง ถ้ามนุษย์ใช้ความเพียรพยายามทำต่อ เหมือนในสิ่งที่มนุษย์ทำ แม้แต่ในชาติปัจจุบันมนุษย์ก็ทำไม่สำเร็จเพราะอะไร ใช้แค่สิ่งที่ระงับ ในสิ่งที่ทำในเวลาที่มนุษย์จะสำเร็จได้ ต่อความเพียรต่างๆ มนุษย์ต้องใส่บาตรให้ด้วย สวดมนต์ให้ด้วย ขอบุญก็ดีขอบารมีก็ดีจึงได้แต่บุตรของข้าพเจ้า อันนี้ต่างหากคือสิ่งที่แก้ เพราะฉะนั้นในสิ่งต่างๆของทุกคนที่มี ที่เรียกว่าทรัพย์สมบัติคือเกิดจากปัญญาไม่ได้เกิดจากบุญ ถ้าเกิดจากบุญคือการละได้ วางได้ปฏิบัติได้อันนั้นแหละที่เรียกว่าบุญไม่ใช่ในสิ่งที่มนุษย์เห็นเขามีในสิ่งต่างๆทุกอย่าง บุญนะที่ยังมีอยู่ที่ร่ำรวยอยู่ ถามว่าที่รวยแล้วหายทุกข์ไหม ไม่หายหรือที่จนที่ไม่มีทุกข์ไหมก็ยังทุกข์เหมือนกัน แต่ค้นหาทางหลุดพ้นต่างๆที่เกิดในปัจจุบันนี้ได้อย่างไรคือวางสิ่งต่างๆที่เป็นตัวทุกข์ของเรา เราควรให้เจ้าหนี้ของเราด้วยอะไร ด้วยกุศลผลบุญต่างๆทุกอย่าง อันนั้นแหละคือการแก้ เพราะฉะนั้น แม้แต่น้ำหยดเดียวยังสามารถรักษาชีวิตคนได้ แต่ในสิ่งที่มนุษย์ทำ ไม่ใช่แค่บำรุงต่างๆตามพุทธศาสนาก็ดี ตามโบสตามวัดอันนี้ภายนอก มนุษย์ทำถูก คืออยู่ในภายนอก สำหรับมนุษย์ทุกคนแต่ไอ้สิ่งที่อยู่ในจิตของตัวเรา ในสิ่งต่างๆทุกอย่างเมื่อไหร่จะหลุดพ้นซะที ไอ้สิ่งที่มนุษย์ได้ปฏิบัติใช้ความเพียรพยายามคือให้หลุดพ้นจากกิเลสในจิตของตัวเรา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม เพราะฉะนั้ในสิ่งต่างๆสำหรับมนุษย์ มนุษย์ผู้มีอายุขัยเจออะไรก็ไหว้หมด ตามศาลต่างๆทุกอย่างถามว่าเพราะอะไร ตามศาลที่เรียกว่าศาล เพราะอะไรไหว้เพราะในสิ่งที่มนุษย์คือยึดจิตวิญญาณ มนุษย์ไหว้จิตวิญญาณอันนั้นเขาทำบุญหรือเปล่า ไอ้สิ่งที่ทำเราดีแล้วเจริญคือตัวเราไม่ใช่มนุษย์ให้จิตวิญญาณเหล่านั้นช่วยจิตวิญญาณเหล่านั้นในสิ่งที่มนุษย์ยึด เขาช่วยเหลือมนุษย์ไม่ได้ เพราะสิ่งที่ในกายของมนุษย์คือการช่วยเหลือเพราะอะไรกายสังขารสำหรับมนุษย์ทำ มนุษย์ใช้ปัญญาสิ่งต่างๆถึงเกิดในเมื่อมนุษย์เกิดสิ่งที่เรียกว่าภูมิปัญญา แต่ส่วนที่เป็นเวรและเป็นกรรมในส่วนเหล่านั้นก็เกิดตามมาด้วย แม้แต่ในสิ่งต่างๆสำหรับมนุษย์ จะยึดแค่หน้าที่ ของสิ่งที่มนุษย์ทำงานต่างๆทุกอย่างก็ตาม เพราะฉะนั้นถอนสิ่งต่างๆที่มนุษย์ไหว้ซะ ที่เป็นจิตวิญญาณทั้งหลาย การบนบานสานกล่าวของมนุษย์เมื่อไหร่จะเลิกทำ ถามว่าเมื่อไหร่จะเลิกทำกันการบนบานสานกล่าวของมนุษย์เมื่อไหร่จะเลิกทำ ถามว่าเมื่อไหร่จะเลิกทำกัน เพราะมนุษย์ไปไหว้จิตวิญญาณไม่มีประโยชน์หรอกมนุษย์มีแต่เข้าตัว เพราะฉะนั้นให้ถอนกันซะที่ไปไหว้จิตวิญญาณต่างๆทุกอย่างทั้งหมด แม้แต่อาหารไม่ดีก็ยังบ่นเลยนะเนี่ย กินไปบ่นไปด้วยวาจาที่กินไม่ใช้ใช้อะไรวาจา กินไม่เรียกว่ากิน เขาเรียกว่าอะไร ที่มนุษย์ใช้เวลาเกิดอารมณ์และโทสะ หลวงพ่อให้มนุษย์ที่มาฟังธรรมให้ถอนการไหว้จิตวิญญาณการบนบานสานกล่าว การใช้วาจาต่างๆที่เวลาโทสะเกิด การด่าการว่าการแช่ง ต่างๆทุกอย่างคือถอนเอาสิ่งที่ไม่ดีที่ติดจิตติดวาจา เพราะสิ่งต่างๆไม่เป็นมงคลกับตัวของมนุษย์เอง ให้มนุษย์จุดธูปแล้วตั้งนะโม 3 จบ พร้อมกัน การถอนการขออโหสิเวรสิ่งต่างๆที่ทำไว้พูดไว้ด่าไว้ ก็อยู่ในข้อของการปฏิบัติให้หลุดพ้นเวรและกรรม ของตัวเราคือมรรคมีองค์แปด ข้าพเจ้านายนิพนธ์ ฆวีวงษ์ ขอถอนการด่า การว่าการแช่งในสิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอถอนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แม้แต่การเอาเท้าเขี่ยของต่างๆก็ไม่สมควรทำ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ สำหรับมนุษย์ทุกคนสิ่งที่ดีรับหมด สิ่งที่ไม่ดีก็ถอนออกให้หมด เอาเก็บไว้ทำไม (หลวงพ่อถามผู้มีอายุขัย) ผู้มีอายุขัย วาจาเขาเรียกว่าสามหาวเพราะอะไรพูดโผงผาง เวลาว่าว่าเลย ผู้มีอายุขัยเมื่อไหร่จะเลิกเป็นอย่างนั้นเสียที ตอนที่มนุษย์โผงผางสวนเลยว่าเลย มันไม่ดีแก่ตนเอง ใช้สติสอนว่าเวลาในสิ่งต่างๆ ของบุคคลที่ในสิ่งที่ไม่ดีเราสอน ไม่ใช่ด่าไม่ใช่ว่าต่างๆทุกอย่าง มันเป็นเวรนะมนุษย์ ทำอย่างที่หลวงพ่อให้แก้ มนุษย์ทำก่อนในสิ่งที่หลวงพ่อเทศน์ ไม่ได้ให้มนุษย์เชื่อ แต่ให้มนุษย์ได้ทำแล้วหลุดพ้นด้วยจิต ด้วยวาจาแล้วก็ด้วยกายของมนุษย์ทุกคน ไม่มีใครที่ดีมาตั้งแต่เกิด แต่สิ่งที่มนุษย์รู้ แล้วแก้ รู้แล้ว หลุดพ้น สิ่งที่ทำอันนั้นแหละคือสิ่งที่มนุษย์ได้ปฏิบัติด้วยตนเอง
ธรรมะต่างๆที่หลวงพ่อเทศนาธรรมไว้มีอีกมาก หลวงพ่อจะโปรดกับมนุษย์ทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลาย จิตวิญญาณทั้งหลาย ด้วยจิตเมตตาที่สูง หลวงพ่อปฏิบัติได้ วางได้ หลุดพ้นจากสิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลาย มีความโลภ ความโกธร ความหลง ความงมงายต่างๆหลวงพ่อท่านหลุดพ้นด้วยจิตไม่ยึดติดกะสิ่งต่างๆ สิ่งที่ดี และไม่ดีมีแต่ความว่างเปล่าอยู่ในจิต ตลอดเวลาหลวงพ่อเทศนาว่าเมื่อรู้แล้ววาง จิตรับรู้ไม่ยินดีหรือยินร้ายต่อสิ่งที่รู้ มองเห็นเป็นธรรมะที่หลวงพ่อท่านปฏิบัติได้มาด้วยปัญญา เป็นธรรมดากะสิ่งที่เป็นปัญหาของมนุษย์ สรรพสัตว์หรือจิตวิญญาณต่างๆหลวงพ่อจะมีเมตตาแนะแนวทางในการหลุดพ้นเวรทั้งหลายกรรมทั้งหลายของทุกคน แล้วทุกคนก็นำคำสอนคำแนะแนวทางของหลวงพ่อ เอาไปปฏิบัติเอาไปวางเอาไปแก้ กะสิ่งที่เป็นเวรทั้งหลาย กรรมทั้งหลาย หลวงพ่อรู้ทางที่จะไปให้ถึงสิ่งต่างๆในการแก้ ว่าควรจะทำอย่างไร แก้อย่างไรเดินไปทางไหนไปด้วยอะไร หลุดพ้นในวัฏจักรอย่างไร ทีนี้พวกเราเป็นปุถุชนเรารับรู้กะสิ่งที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายท่านอุบัติขึ้น คือเกิดขึ้นในโลกนี้เมื่อ 2548 ปีที่แล้วหรืออาจจะมากกว่า ซึ่งก็เป็นเวลานานมากแล้วทุกคนได้แต่สงสัยว่า พระอริยะเจ้าท่านบรรลุธรรมขั้นสุงสุดคือ คำว่าปรินิพพานหมายถึงอย่างไร ปฏิบัติอย่างไรถึงจะไปถึงชื่อปรินิพพาน ที่ทุกคนปรารถนาบางคนก็ตั้งจิตอธิฐานขอให้ไปเกิดในสมัยพระศรีอานบ้าง จะเกิดต่อไปชาติหน้าก็ขอให้พบพระพุทธเจ้าบ้าง ขอกันต่างๆนาๆแล้วแต่จะขอกันไป แต่ในปัจจุบันนี้คือ พ.ศ 2540 จนถึง พ.ศ 2548 ข้าพเจ้าได้เห็นมากะตา ฟังมากะหูว่า ธรรมะของพระอริยะเจ้าได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อข้าพเจ้าได้ลองปฏิบัติตามคำแนะนำที่มีอยู่ในคำเทศนาๆต่างๆของหลวงพ่อ ธรรมะอันนั้นใช่เลยในความรู้สึกของข้าพเจ้า แรกๆที่ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมะของหลวงพ่อหลวงพ่อท่านเทศน์โปรดว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาใช้เวร มนุษย์คิดที่จะไม่ใช้เวรไม่ได้ แต่มนุษย์คิดที่จะไม่สร้างเวรต่อได้ กุ้งหอยปูปลาที่มนุษย์ทำมาเป็นเวรทั้งหมด (อันนี้เป็นตัวอย่างคือกุ้งหอยปูปลา) เวรเกิดจากการกระทำ เวรเกิดจากวาจา การด่า การว่า การแช่งทั้งหลาย อันนี้ก็เป็นเวร เวรที่เกิดในจิตความนึกคิดต่างๆที่ไม่ดีอันนี้ก็เป็นเวร เวรเกิดจากการมองด้วยตาก็เป็นเวร เวรเข้ากายทางผิวหนังก็มีเวร มนุษย์ทุกคน เคยเกิดเป็นสรรพสัตว์น้อยใหญ่มาแล้วทุกคนก่อนที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์บางคนตาดี แต่จิตบอดหลวงพ่อนำทางให้ไม่ได้ แต่มนุษย์บางคนตาบอดแต่จิตไม่บอด หลวงพ่อนำทางให้ได้ มนุษย์บางคนหลงตัวเองหลวงพ่อช่วยไม่ได้ มีตั้งหลายธรรมะที่หลวงพ่อท่านโปรดได้เทศนาไว้ เหมือนคำที่ว่า หลวงพ่อถามว่าลมหายในของมนุษย์จับต้องได้ไหม “จับต้องไม่ได้” แล้วถามว่าลมหายใจของมนุษย์สำคัญไหม “สำคัญ” กุศลผลบุญก็เหมือนลมหายใจจับต้องไม่ได้ แต่ก็สำคัญ เหมือนลมหายใจของมนุษย์ ขาดกุศลผลบุญก็เหมือนขาดลมหายใจ (มีคำอธิบายอีกมากเกี่ยวกับผลบุญ)
มีอีกบทหนึ่งระหว่างที่นั่งฟังธรรมหลวงพ่อให้มนุษย์ทุกคนยกมือขึ้นยกจนนานแล้วหลวงพ่อให้เอามือลง หลวงพ่อถามว่าเมื่อยหรือเปล่าทุกคนตอบว่าเมื่อยหลวงพ่อเทศว่า ก็เหมือนการยึดการถือของเราที่อยู่ในจิต มันทำให้เราเมื่อยจิต ทำให้ในกายในอารมณ์ แต่ถ้าเรารู้จักวางก็เหมือนที่ เรายกมือแล้วเอามือลง เราไปแบกไว้ไปยึดไว้ให้ทุกข์ทำไม วางซะบ้างมนุษย์
ข้าพเจ้าได้ถามถึงธรรมะในสมัยพุทธกาลกับสมัยนี้ว่าตรงกันหรือเปล่าหลวงพ่อเทศน์ว่า ก็เหมือนมนุษย์ไปรู้ข่าวมา แล้วมาพูดต่อบอกต่อๆกันมาถามว่าตรงกันไหม หลวงพ่อให้เราคิดกันเองว่าตรงหรือไม่ตรง หลวงพ่อเคยเทศไว้ว่า ถ้าทุกคนที่เป็นมนุษย์ที่มาฟังธรรมในวันนี้ ถ้าทุกคนไม่หาเวลาในการแก้เวรแก้กรรมในปัจจุบันวันนี้ แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะหลุดพ้นที่ได้สร้างกรรมไว้สร้างเวรไว้ของแต่ละคน เวลาสำหรับมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเวลาอะไรก็แล้วแต่ ไม่เลือกเวลาทุกข์สักวัน แต่เวลาที่ดีสำหรับมนุษย์วันนี้ดีมนุษย์ยึคแต่วันดีเวลาดี แล้วถามทุกคนซิว่า แล้ววันที่ทุกคนทุกข์ทุกวันไม่เลือกเวลาด้วยในสิ่งเหล่านั้นที่เขาเรียกว่ากรรม ของมนุษย์ทุกคน การแก้ของทุกคน ไม่ว่าจะอายุขัยมากหรืออายุขัยน้อย อันนี้เป็นแค่กายสังขาร แต่ในเมื่อถึงเวลาไม่เลือกว่าอายุขัยมากหรืออายุขัยน้อยถึงเวลาของที่สำหรับกายสังขาร ของทุกคนไม่เลือกว่า อายุจะน้อยหรือมาก เพราะแต่ละคนที่เป็นหรือว่าในบางครั้ง ที่ใส่อยู่ที่สวมกายอยู่ในเวลาที่ตายที่สวมใส่อยู่ แต่แล้วเขาก็เผาด้วย แต่กุศลผลบุญ ที่ทุกคนได้ทำแต่ละวันได้หรือว่าแก้ทีละวันไม่ว่าจะเผาก็ดีไม่ว่าจะทำต่างๆให้หายให้ละลายหายไป มันก็ไม่หายไปมันกลับติดตาม มนุษย์ไปทุกชาติทุกภพทุกภูมิไม่ว่ามนุษย์จะสุขหรือมนุษย์จะทุกข์ ผลบุญก็ติดตามตัวของมนุษย์ ติดตามจิตวิญญาณต่างๆแต่ละชาติแต่ละภพแต่ละภูมิ สำหรับมนุษย์อันนี้ตามทุกชาติ แต่ในเมื่อปัจจุบันนี้ในสิ่งที่เรียกว่าความเป็นอยู่พ่อแม่แก่ได้ตามกายสังขาร แต่กุศลผลบุญตามตัวมนุษย์หรือว่าจิตวิญญาณในการสังขาร ของมนุษย์ไปทุกที่ ผลบุญก็ดี เวรก็ดี กรรมก็ดี สามอย่างเขาไม่ทิ้งจิตวิญญาณของมนุษย์ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ตรงไหนก็แล้วแต่ที่ไหนก็แล้วแต่ แต่ผลบุญก็ติดตาม กรรมก็ติดตาม เวรก็ติดตาม แต่ถ้ามนุษย์ทุกคนรู้จักทางแก้นำแต่ผลบุญไป แต่ในส่วนเป็นกรรมเวรต่างๆในเมื่อมนุษย์หลุดพ้น เหลือแต่ผลบุญที่มนุษย์ได้วางได้แก้ อันนั้นแหละคือชาติภพภูมิสำหรับมนุษย์ทุกคน แม้ปัจจุบันมนุษย์จะไม่รู้ของตนเองเท่าไหร่แต่วันใดเมื่อถึงวันที่ กายสังขารสำหรับมนุษย์ดับ มนุษย์จะยึดแค่ดอกไม้ธูปเที่ยนแค่นำทางแค่นั้นเอง ไม่สามารถหลุดพ้นทั้งกรรมและเวรต่างๆทุกอย่าง ที่มนุษย์สร้างไว้ ตั้งแต่ตอนเกิดจนถึงปัจจุบันตอนที่กายละจากสังขารของมนุษย์แล้ว ตอนนี้มนุษย์ยังรู้จักบุญ ยังจุดธูปเทียนสวดมนต์ได้ ขอบุญบารมีได้ แต่มนุษย์บางคนรู้จักธูปเทียนในขณะที่กายสังขารไม่ไหวแล้วแย่แล้วกำลังจะดับหรือกำลังจะไม่หายใจ ถ้ารู้จักในขณะนั้นที่เรียกว่าดอกไม้ธูปเทียนไม่มีประโยชน์หรอกมนุษย์แต่ถ้ามนุษย์รู้จักในขณะนี้ มีดอกไม้ธูปเทียนมีการบูชามีการอาราธนา มีการอโหสิเวร มีการอโหสิกรรมขอผลบุญ ขอการแก้ต่างๆได้ เวลานี้ซิมนุษย์คือเวลาหลุดพ้นกรรมทั้งเวรสิ่งต่างๆในปัจจุบันชาติของมนุษย์ วางใหม่ปฏิบัติใหม่เหมือนการเรียบเรียง มนุษย์เรียบเรียงเป็นเล่มเป็นหน้าเป็นคำกลอนแต่การเรียบเรียงผลบุญในขณะนี้มีธูปเทียนดอกไม้เรียบเรียงผลบุญมนุษย์สำหรับมนุษย์ ว่าตอนนี้จะเป็นบุตรเราก็ดีหรือสิ่งต่างๆวัตถุมากมายก็ดีไม่สามารถนำทางบุญของมนุษย์ได้นอกจากตัวของมนุษย์ทุกคน ที่ต้องแก้เอง ทำเอง หลุดพ้นด้วยตนเอง อันนี้ต่างหากไม่ใช่มีปัจจัยมากมาย นำปัจจัยให้เขาสร้างบุญ แต่ตัวเราไม่ได้สร้างไม่ได้ทำแม้แต่มีวัตถุต่างๆทุกอย่างที่เกิดขึ้นเราสั่งให้เขาทำแต่ตัวเราไม่ได้ทำ ผลบุญจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อกายสังขารของมนุษย์เกิดมาเหมือนกันหมด เท่าเทียมเหมือนกันหมด เกิดมาด้วยความว่างเปล่าเวลาที่จะจากสังขารดับสูญ คือความว่างเปล่าเช่นกัน ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ต้องหาต้องขวนขวาย ต้องสร้างเวรต้องสร้างกรรม ต้องสร้างบาปที่มนุษย์เรียกว่า กอบโกยเวรกอบโกยกรรม ของมนุษย์ในชาติปัจจุบันนี้ คือความโลภ ความโลภสำหรับมนุษย์นี้เกิดขึ้น ต้องรู้จักพอบ้าง ไม่ใช่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา อยากมีทุกสิ่งทุกอย่าง ในสิ่งที่มนุษย์อยากมีทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดจากความโลภ ความหลง ความงมงาย คิดว่ามีแล้วสบาย มีแล้วไม่ทุกข์ มีแล้วหมดปัญหาหมดเรื่อง หมดความทุกข์ต่างๆ อันนั้นแหละคือกรรมสำหรับมนุษย์ มีไว้เพื่อประดับหน้าตาประดับเกียรติประดับยศทำให้ตัวเองลุ่มหลง ในทรัพย์สมบัติที่ตนเองกอบโกยเอามาเป็นของตนเอง อันนั้นไม่ใช่สิ่งที่หลุดพ้นหรอกมนุษย์ ในสิ่งที่มนุษย์คิดเช่นนั้น เพราะสิ่งที่มนุษย์หามาทุกสิ่งทุกอย่าง หามาเพื่อให้ทุกข์ ไม่ใช่หามาแล้วหลุดพ้น แต่กุศลผลบุญที่มนุษย์ได้แก้ได้วาง อันนั้นแหละคือการหลุดพ้นแห่งความทุกข์ไม่ต้องเอาหน้าตาไม่ต้องเอาเกียรติเอายศ เอาแค่เท่าที่มนุษย์มีทำได้ไม่เดือนร้อน แค่นั้นแหละคือการหลุดพ้นจากทุกข์ของมนุษย์ทุกคน บางครั้งสมบัติมากมายสำหรับมนุษย์ก็ช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากกรรม จากเวร จากทุกข์นี้ไม่ได้ กลับเพิ่มความทุกข์มากขึ้น เพิ่มเวรมากขึ้น เพิ่มกิเลสต่างๆสำหรับมนุษย์มากขึ้น แต่ถ้ามนุษย์ละได้เมื่อไร วางได้เมื่อใด กรรมทั้งหลาย เวรทั้งหลายหรือสิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลาย ก็หลุดหายจากชาติปัจจุบันนี้ของทุกคน เหลือไว้แต่ความว่างเปล่าที่อยู่ในจิต อันนั้นแหละสิ่งที่ทุกคนขวนขวายให้ได้มาที่อธิฐานไว้ สมณะ ปรินิพพาน อรหันตมรรค อรหันตผล อริยะ มงคลต่างๆ
แสงเทียนสว่าง 40/30 หมู่ 4 ถนนรังสิต – นครนายก ต.บึงสนั่น อ.อัญบุรี จ.ปทุมธานี
เอาไว้อ่าน อ่านแล้วจำ จำแล้วนำไปปฏิบัติ ปฏิบัติให้ได้ ได้หลุดพ้น ด้วยตนของตนเอง
สวัสดี อ่านแล้วโปรดพิจารณาในธรรมที่ได้สัมผัสด้วยสายตา ความรู้สึกที่มีในจิตของทุกคน
ธรรมะจักร ยอดพระกัณไตร ชินบัญธร พุทธมังคลคาถา มงกุฏพระพุทธเจ้า
ในการสวดมนต์ของแต่ละวันก็เป็นกุศลผลบุญ เมื่อทุกคนทำได้ก็จะมีคำตอบอยู่ในตัว อย่าปล่อยให้กาลเวลาล่วงเลยโดยเปล่าประโยชน์ อย่าปล่อยให้เวรกรรมเข้ากายเข้าจิตอยู่ทุกวันเวลา ทำเอาผลบุญเข้าไปหล่อจิตหลอมจิตปิดบังกรรมเวรที่จะเข้าใหม่ เอาเข้าไปชดใช้กะกรรมเก่าเวรเก่า เอาเข้าไปล้างจิตที่เป็นเวรจิตที่ไม่ดี อารมณ์ที่ไม่ดีทั้งหลาย เอาเข้าไปให้กะความคิดวิตกกังวลล่วงหน้าทุก ๆ วันทำอย่างนี้ 1 ใส่บาตร 2 มีสตินำทาง 3 วางเรื่องวางปัญหาไม่ใช้โทสะนำทาง 4 ขออโหสิเวรขออโหสิกรรม 5 ขอการสวดมนต์ สวดมนต์แจกจ่ายกุศลผลบุญให้แก่สิ่งต่าง ๆ วันนี้ที่ข้าพเจ้าได้เขียนมา ปัจจุบันก็ปฏิบัติอยู่ต่อไปนี้ที่จะเขียนเพื่อให้เป็นธรรมะทานแด่ทุก ๆ ท่านที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ธรรมะ ที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นธรรมะที่ข้าพเจ้าได้ฟังมา และได้บันทึกเทปไว้ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 44 เมื่อใครได้อ่านธรรมะที่ข้าพเจ้าคัดลอกจากเทปแล้ว ลองพิจารณาดูว่าธรรมะที่ได้อ่านอยู่นี้เป็นธรรมะของท่านผู้ใด ขอให้ทุกคนลองอ่านดู แล้วนำไปปฏิบัติ ให้ได้แก่ตัวของตัวเอง
ธรรมะบันทึกเทปไว้เมื่อวันที่ 15 พ.ค 44
ในสิ่งที่เราทำที่เป็นกรรมและเวร ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ ในสิ่งต่าง ๆ ของทุกอย่างที่เป็นเวรในจิตของตัวเรา เวรที่อยู่ในกายสังขารของเรา เวรที่อยู่ในจิตของเราก็คือความวิตกกังวลทั้งหลาย ความคิดทั้งหลาย เรื่องและปัญหาทั้งหลาย อันนี้เรียกว่าเวรในจิต ส่วนเวรที่อยู่ภายในกายสังขารสำหรับมนุษย์ ในส่วนเหล่านี้ มีความเจ็บปวดบ้าง มีสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย ที่มนุษย์ต้องแก้ ภายในสิ่งที่เรียกว่าภายนอก วาจาของมนุษย์ที่อยู่ภายนอกก็เป็นเวร เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยู่ภายในจิตกะสิ่งที่อยู่ภายนอกกายสังขาร ล้วนแล้วแต่เป็นเวร ทั้งภพภูมิต่าง ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเวลาถอนขณะนี้ สำหรับมนุษบ์ทุกคน ถอนเพื่อให้เจ้าหนี้ และเจ้าเวรและสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายของมนุษย์ ได้ละวางความอามาตพยาบาท ทั้งอดีตชาติทั้งปัจจุบัน พอมาถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่าวันถอน สำหรับมนุษย์แล้ว บางคนก็ได้ถอน บางคนก็ไม่ได้ถอน เพราะเวรเหล่านั้นปิดกั้นในการถอนที่มีสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่างที่เป็นเวร เพื่อให้มีเวรกันต่อไป เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ ตั้งนะโมพร้อมกัน ตั้งนะโม 3 จบ เอ่ยชื่อนามสกุล ข้าพเจ้านายหรือนาง ขออโหสิเวรขออโหสิกรรม สิ่งที่เป็นจิตวิญญาณภายนอกทั้งหลาย จิตวิญญาณภายในกายสังขารของข้าพเจ้า และกายสังขารของข้าพเจ้า ที่เป็นเวรทั้งหลาย ที่เป็นกรรมทั้งหลาย ข้าพเจ้าขออโหสิเวร ขออโหสิกรรม ทั้งอดีตชาติ และปัจจุบันชาติ ขออย่าได้มีเวร ขออย่าได้มีกรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ
การขออโหสิเวรกายสังขารภายนอก แขนก็ดี เท้าก็ดี ภายในกายสังขารของตัวเราทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งใด ที่จะทำให้กายสังขาร ของตัวเราเจ็บ เจ็บจากไม้ เจ็บจากมีด เจ็บจากวัตถุต่าง ๆ เจ็บจากหินดินทรายทั้งหลาย ในส่วนเหล่านั้น ความอาฆาตพยาบาททั้งหลาย ภายนอกเริ่มเกิดขึ้น แต่ส่วนที่เรียกว่าความอาฆาตพยาบาท ที่อยู่ในจิตของเรา เจ้ากรรมนายเวร คือตัวทุกข์ก็ดี ตัวกรรมก็ดี ในส่วนเหล่านั้นทั้งหลาย ที่ทำให้ตัวเราทุกข์มากมาย เราทุกข์กับหน้าที่การงาน เราทุกข์กับความเป็นอยู่ เราทุกข์กับเรื่อง เราทุกข์กับปัญหา เราทุกข์กับสิ่งต่าง ๆ เราทุกข์กับการทำมาหากินของตัวเราทั้งหมดทั้งสิ้น อันนั้นแหละเขาเรียกว่าเวรของเรา มันอยู่ในกายเราทั้งหมด แต่ส่วนการแก้สำหรับมนุษย์ต่าง ๆ ทุกอย่าง คือเราไม่ทุกข์ กับทุกเรื่อง เวลาที่เราจะตาย ไอ้สิ่งที่เป็นงานเป็นหน้าที่ เป็นวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ทุกอย่าง ในส่วนเหล่านี้เขาไม่ได้ตายไปพร้อมกับเราด้วย แต่ในสิ่งที่เราเป็นขณะนี้ เราเหนื่อยกะงาน เหนื่อยกะสิ่งต่าง ๆ มากมาย เพื่ออะไร เพื่อสิ่งที่มนุษย์ให้หลุดพ้นจากโลก ที่เรียกว่าภายนอกสำหรับมนุษย์ เขาถึงได้ให้มนุษย์เกิดมา ให้มีความโลภติดมาด้วย ให้มีสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย ความอาฆาต ความพยาบาท ความเคียดแค้นความชิงชัง ต่าง ๆ เขาให้มนุษย์แต่ละคนมีเหมือนกันหมด มีความอดอยาก ความทุกข์ทรมาน มีทั้งสุขด้วยทุกข์ด้วย มีสิ่งต่าง ๆ มากมาย เขาให้แต่ละคน ทุกคนมา แต่ที่มนุษย์มาหาภายนอก ที่เป็นเกียรติเป็นยศเป็นตำแหน่ง ทุกอย่างคือวัตถุภายนอก หลุดพ้นหรือยังแต่ส่วนในจิตสำหรับมนุษย์แต่ละคน การรู้ต่าง ๆ สำหรับมนุษย์ รู้แล้ววางได้หรือยัง รู้แล้วปฏิบัติได้หรือยัง รู้แล้วสิ่งที่มนุษย์ได้ คือความว่างเปล่า ที่เกิดอยู่ในจิตของมนุษย์หรือยัง ในสิ่งที่มนุษย์รู้ด้วย วางด้วย แก้ด้วย ปฏิบัติด้วย สิ่งต่าง ๆ ที่ดี ก็อยู่ในกายของมนุษย์ อยู่ในจิตของมนุษย์ อยู่ในวาจาของมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่าง การเดินข้าม การเดินทาง การเดินอย่างไม่ระวัง ในสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายก็เป็นอันตรายทั้งหมด แต่ถ้าเราเดินต่าง ๆ แล้วพิจารณาไปด้วย ว่าสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราแก้ สิ่งที่เราหลุดพ้น คือตัวเรา ในสิ่งที่เราเกิดอยู่เป็นอยู่ทั้งหมดทั้งสิ้น แม้แต่กายสังขาร สำหรับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นขี้เหงื่อก็ดี ขี้ใครก็ดี ในส่วนเหล่านั้น มนุษย์ยังไม่รับว่าเป็นของมนุษย์ ทั้งที่อยู่ในกายสังขารของมนุษย์ เวลาที่เป็นขี้ใครก็ดี ขี้เหงื่อก็ดี แต่ส่วนที่เป็นของตัวเราบ้าง ถามว่าสิ่งใดคือตัวเรา ๆ วัตถุภายนอกทั้งหลาย ที่มนุษย์ยึดติด อันนั้นแหละของเรา บ้านของเรา วัตถุทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ของเรา แต่สิ่งที่อยู่ในตัวของเราของแต่ละคน แม้แต่ที่เป็นยศก็ดี เกียรติก็ดี ตำแหน่งก็ดี หรือสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย ก็มีอยู่ในกายสังขาร ไอ้ที่เป็นขี้ใครก็ดี ขี้เหงื่อก็ดี อันนั้นแหละ ถามว่าไปยกให้แก่ผู้ใด ถามว่าไปยกให้แก่ผู้ใด ถามว่าอยู่ที่ผู้ใด ขี้ใครก็ดี เหงื่อก็ดี ถามว่าทำไมมนุษย์ ไม่ให้บุคคลอื่นบ้าง ทำไมให้อยู่ที่ตัวเราทั้งหมด ถามว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมมนุษย์ไม่รับเป็นของมนุษย์ แม้แต่ขี้ใครที่อยู่ในกายสังขารของมนุษย์ มนุษย์ยังไม่ยอมรับเลย บอกว่า ถามว่าขี้ของใคร ถามว่าเป็นเพราะอะไร ในเมื่อเป็นของเราทั้งหมด แต่ตัวเราไม่รับ เอาที่เป็นของบุคคลอื่น ในส่วนเหล่านั้น ในสิ่งที่ไม่ดีสำหรับมนุษย์ทุกคน มนุษย์รับสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่างของตัวสำหรับมนุษย์ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม
หลวงพ่อถามมนุษย์ทุกคนว่า ความสุขความทุกข์ต่าง ๆ ทุกอย่าง ที่เราเกิดมาทั้งหลาย เมื่อไหร่จะดับสูญ ๆ ในขณะที่เราตาย ความสุขความทุกข์ต่าง ๆ ทั้งหลาย ดับสูญไปพร้อมกับกายสังขาร ของตัวเรา แต่เวรที่เราสร้างไว้ กรรมที่เราทำไว้ ทั้งอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี มันไม่ได้ดับสูญเหมือนอย่างที่กายสังขารของตัวเรา ที่ดับสูญต่าง ๆ ทุกอย่างด้วย หลวงพ่อถามมนุษย์แต่ละคน ว่าสิ่งที่มนุษย์วาง มนุษย์แต่ละคนวางอะไรได้บ้าง มนุษย์แต่ละคนถามว่าวางอะไร วางบางครั้งบางคราว หรือว่าวางแล้วหยิบขึ้นมาใช้อีก ถามว่าวางอะไร
หลวงพ่อให้มนุษย์ทุกคนที่มาฟังธรรมในวันนี้ ให้ถอนการบ่น หลวงพ่อให้มนุษย์ทุกคนวางที่บ่นด้วย เพราะเวลาที่บ่น บ่นแล้วไปเข้าหูบุคคลอื่น ความเจริญทั้งหลายจึงไม่เกิด เหนื่อยก็ดี ไม่ไหวก็ดี แย่ก็ดี อันนี้เขาเรียกว่าบ่น สิ่งที่บ่นคือความทุกข์ต่าง ๆ ทุกอย่าง ง่วงก็ดี กินไม่ได้ก็ดี กินได้ก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ให้ถอนคำว่าบ่นซะ หลวงพ่อให้มนุษย์ทุกคนที่มาฟังธรรมะในวันนี้ ถอนคำบ่น ถอนหมดทุกคนไม่มีคนไหนที่ไม่มี (มีผู้มาฟังธรรมถามหลวงพ่อว่าเพราะฉะนั้นแต่ละวันที่เป็นอยู่ก็พูดอะไรไม่ได้เลยเพราะจะผิดไปหมด) หลวงพ่อเทศน์โปรดว่าพูดได้มนุษย์ พูดธรรมะอย่างที่หลวงพ่อเทศน์พูดได้ทั้งวัน เพราะฉะนั้นการแก้ของมนุษย์แต่ละคน หรือว่าทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถทำให้กายสังขาร ของมนุษย์แต่ละคน เป็นวาจาก็ดี หูก็ดี ตาก็ดี สามารถหลุดพ้นจากเวรทั้งหลาย กรรมทั้งหลาย ทั้งอดีตหรือว่าปัจจุบันชาติของมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นให้ทุกคนตั้งนะโม 3 จบ พร้อมกัน พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อนามสกุล นิพนธ์ ฆะวีวงษ์ (เป็นตัวอย่าง) ขอถอนการบ่นที่เป็นเวรทั้งหลาย ขอถอนการว่าที่เป็นกรรมทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ข้าพเจ้าขอถอนสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ทั้งอดีตชาติ และปัจจุบันชาติ ขอให้หลุดพ้นเวร ขอให้หลุดพ้นกรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ หลวงพ่อถามทุกคนที่มาฟังธรรมะ ถามว่าผักบุ้งเขากินแก้อะไร ภาษาทางโลกของมนุษย์ที่เขากินกันว่าแก้ตามัวบ้างให้ตาสว่างบ้าง แล้วมนุษย์บางคนใส่แว่นตา เพื่ออะไรทำไมมนุษย์ไม่กินผักบุ้ง มนุษย์จะได้ไม่ต้องใส่ที่เป็นแว่น (ตอบไม่ใส่ไม่ได้ตาไม่สว่าง) เพราะอะไร เพราะมันเป็นเวรมนุษย์ ไม่ว่าจะกินอย่างไรก็ไม่หาย ให้กินทั้งราก ทั้งต้นทั้งโคนด้วย แต่สิ่งที่เป็นเวรของมนุษย์ แต่ละคนเวลาสวดมนต์ ตาไม่ดีบ้าง เวลาด่าไม่เห็นปากไม่ดีบ้างเลย เวลาด่าเวลาว่าแม้แต่ปากเจ็บยังด่ายังว่าเลย ไม่ยอมละเหมือนตาบ้างเลย (ผู้มาฟังธรรมะถามหลวงพ่อว่าที่ตาฝ้าเกิดจากอะไรครับหลวงพ่อ) สิ่งที่มนุษย์แต่ละคน บางคนเป็นเวรแต่อดีต บางคนเป็นเวรกับปัจจุบัน ปัจจุบันหมายถึงสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ทำไว้ กับสรรพสัตว์ก็ดี กับสิ่งที่มนุษย์เจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ที่รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี (แก้อย่างไรครับหลวงพ่อ) ให้มนุษย์ใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่สรรพสัตว์ ที่มนุษย์แต่ละคนสร้างเวรไว้ สร้างกรรมไว้ มนุษย์บางคนก็จกกินแต่ตาปลา มีที่เป็นมนุษย์ทั้งหลายที่มาฟังธรรม เพราะฉะนั้นให้ใส่บาตรกรวดน้ำให้แก่ตาบ้าง เพราะสิ่งต่าง ๆ ของมนุษย์ทีตาเรา เราไม่ให้เขากิน ทีเวลาตาเขาเราชอบกินตาเขา เพราะฉะนั้น เราก็ควรใส่บาตรกรวดน้ำอุทิศผลบุญให้เขาด้วย สิ่งที่มนุษย์ หูก็ดีถามว่าหูไม่ดีสำหรับมนุษย์คืออะไร (ตอบ หูหนวก หูตึง) ถามว่ามีอีกหนึ่งหูคืออะไร (หูหาเรื่อง) ที่มนุษย์เรียกหูอย่างอื่นรักษาได้หมด หูตึงก็ดี หูหนวกก็ดี แต่หูหาเรื่องรักษายาก ถามว่ามนุษย์ควรทำอย่างไร ผู้มีอายุขัยจะเป็นเยอะบางครั้งพูดดีอยู่ ฟังไม่รู้เรื่องแล้ว เพราะอะไร ถามว่าควรจะแก้อย่างไร หูหาเรื่อง เพราะฉะนั้นแก้ด้วยการไม่ยึดติด ไม่ว่าจะสิ่งใดจะเข้ามากระทบหูเราก็ตามเราอย่าเกิดอารมณ์ที่ขุ่นมัวในขณะนั้นที่เรายังไม่เข้าจิต แต่ผู้มีอายุไปก่อนแล้วที่เป็นหูหาเรื่องต่าง ๆ ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นอารมณ์ที่ขุ่นมัวก็เหมือนกัน ภายนอกที่เป็นตา มนุษย์แก้ซะ ภายนอกที่เป็นหูสำหรับมนุษย์แก้ซะ แต่ที่เป็นปากของมนุษย์ควรจะแก้อย่างไร หลวงพ่อถามทุกคน หูแก้ได้ตาแก้ได้ แล้วที่เป็นวาจาถามว่าแก้คำไหนดี เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นแผล ที่เขาไม่ให้พูด ก็ยังพูดอีก ที่เขาไม่ให้ด่า ก็ยังด่าได้ พอด่าไปด้วย ยังบอกว่าเจ็บไปด้วยอีก เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ของตัวเราของทุกคน ถ้าเราไม่พยายามแก้ไขที่ตัวเราแล้ว ไม่มีสิ่งใดแก้ได้ เหมือนหน้าที่การงาน สำหรับมนุษย์ทุกคน งานสิ่งใดเกิดแก้ที่งานอันนั้น ปัญหาอันใดเกิด แก้ที่ปัญหาอันนั้น เพราะฉนั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม สำหรับบุคคลต่าง ๆ ทุกอย่าง การแก้สำหรับมนุษย์ การวางการติดตั้งต่าง ๆ ทุกอย่าง การแก้สำหรับมนุษย์ การวางการติดตั้ง ต่าง ๆ ทุกอย่างอยู่ในกายสังขารของมนุษย์ ที่เป็นเครื่องยนต์ก็ดี เครื่องจักรก็ดี มอเตอร์ก็ดี เครื่องสูบน้ำทั้งหลาย เครื่องเหล่านั้นเขาแยกประเภท แต่ส่วนเครื่องที่อยู่ในตัวของตัวเรา ถามว่าแยกประเภทกันบ้างหรือยัง ๆ เพราะฉะนั้นมนุษย์ควรแยกด้วยอันนี้คือวิ่ง อันนี้คือทำ อันนี้คือแก้ อันนี้คือปฏิบัติ อันนี้คือให้เจ้ากรรมนายเวร อันนั้นแหละคือเครื่องยนต์ ที่เดินอยู่ในกายสังขารของตัวเรา เราได้แต่ไปซ่อมไปแก้ที่เครื่องยนต์ ที่อยู่ข้างนอก ไอ้ที่พักเสียเราแก้ ไอ้ที่วิ่งไปไหนมาไหนได้ที่เป็นยานพาหนะแก้ เครื่องยนต์ที่วิ่งในเรือเราแก้ แต่ส่วนเครื่องที่วิ่งอยู่ในกายสังขารของตัวเรา ถามว่าใครจะเป็นช่างแก้ให้เราได้ ในเมื่อมีหมด เป็นเรือก็เป็น เป็นที่มนุษย์เรียกว่าเครื่องจักรก็เป็น เป็นที่มนุษย์เรียกว่าเครื่องยนต์ก็เป็น เป็นไอพ่นก็เป็น เป็นทุกอย่าง แล้วมนุษย์จะหาช่างที่ไหน ถามว่าจะหาช่างที่ไหน ต้องเป็นช่างที่ตัวเรา เพราะฉะนั้นหาสิ่งที่บุคคลต่าง ๆ แก้ให้ตัวเราไม่ได้ เพราะสิ่งที่อยู่ภายนอกเขามีไว้สำหรับคนที่เรียนรู้เฉพาะสิ่งที่เสีย แต่ส่วนของตัวเราสิ่งต่าง ๆ ที่เสีย เราควรแก้ในสิ่งที่อยู่ในจิตของตัวเราทั้งหมด ว่าสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายทุกอย่าง ที่เป็นน้ำเน่าน้ำดีต่าง ๆ ทุกอย่าง มันอยู่ในกายสังขารของตัวเราทั้งหมด ที่เป็นน้ำหนองก็อยู่ที่หนึ่ง ที่เป็นน้ำเหลืองก็อยู่ที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ในเมื่อแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ทุกอย่างเราก็ต้องเป็นหมอเองเป็นช่างเองตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่ในกายสังขารของตัวเรา ทั้งหมดทั้งสิ้น อันนั้นแหละคือการแก้ การมีหน้าที่ของมนุษย์แต่ละคน แต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะอยู่ชั้นวรรณะใด หรือสิ่งใดก็ตาม สำหรับมนุษย์ทุกคนการแก้ก็ดีการวางก็ดี การขอก็ดี เพราะฉะนั้นขอได้ แก้ได้ แต่การหลุดพ้นยังไม่เกิด ถ้ามนุษย์ขอไปด้วย แก้ไปด้วย วางไปด้วย ทำไปด้วย การหลุดพ้นต่าง ๆ ทุกอย่าง เกิดขึ้นเอง เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เวลาช้าดีกว่าที่มนุษย์ยังไม่ได้ทำ หรือว่ายังไม่ได้แก้ เวลาที่ช้าสามารถทำให้มนุษย์มีสติอยู่ตลอดเวลา ในการแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่าง ในสิ่งต่าง ๆ สำหรับมนุษย์ แต่ละคนก็ตาม ภพภูมิหรือว่าปัจจุบัน ถามว่าอนาคตของมนุษย์อยู่ที่ไหน อนาคตที่มนุษย์เรียกว่าอนาคตบ้าง ให้มีอนาคตกันทุกคนอยู่ที่ไหน อนาคตของทุกคนในเวลาที่มนุษย์ได้ปฏิบัติได้ทำได้หลุดพ้น อันนั้นแหละคืออนาคต แต่ถ้าพูดถึงทางโลกสำหรับมนุษย์ อนาคตสำหรับมนุษย์ ก็คือการหาเลี้ยงกายคือทุกข์ไปตลอดทั้งชีวิต อันนั้นแหละคืออนาคตของมนุษย์ เพราะฉะนั้นถามว่าในส่วนเหล่านั้นมนุษย์ไม่รู้ ไม่รู้ถึงเวร ว่าในสิ่งต่าง ๆ แม้ตัวเราใกล้จะตาย เรายังห่วงทรัพย์สมบัติ เรายังห่วงที่เป็นพื้นที่อยู่ภายนอกมาก เราไม่ห่วงตัวเรา เราห่วงตัวเรา ในขณะที่เวลาที่ตายแล้วห้ามเผาบ้าง เอาไว้ร้อยวันบ้าง ห้ามเผาเลยกลัวร้อนบ้าง อันนั้นแหละคือสิ่งที่ยึด แต่จิตวิญญาณต่าง ๆ ที่ละจากสังขารไปแล้ว สำหรับตัวของมนุษย์ทุกคน ถามว่าไปอยู่ชั้นวรรณะใด ร้อนยิ่งกว่าไฟที่มนุษย์เผาภายนอกอีก อีกที่เรียกว่าเป็นร้อยเท่า ขณะที่ไฟที่อยู่ภายนอกเท่าหนึ่งมนุษย์ยังไม่เดินผ่าน เดินใกล้ แต่ถ้าเป็นไฟเวรไฟกรรมแล้ว มันร้อนกว่าไฟที่มนุษย์เผาผลาญ กว่ามนุษย์อีกเป็นร้อยเท่า ไม่ว่าจะอยู่ในชั้นวรรณะใดพื้นใดภพใด ของมนุษย์แต่ละคนก็ตาม มีหญิงชราเดินผ่านที่เรียกว่าไฟที่กำลังเผาผลาญ ขณะเดินผ่าน บุคคลที่อยู่ภายนอกร้องกันก็ไม่ให้หญิงชราที่เดิน ที่เรียกว่าผ่านไฟอันนี้ต่าง ๆ ทุกอย่างเข้าใกล้ไฟ แต่ในส่วนที่เป็นหญิงชราที่เดินผ่านที่เรียกว่าไฟอันนี้ สิ่งที่อยู่ในกาย สิ่งที่อยู่ในวาจาของหญิงชรา อันนี้กล่าวไว้ว่า ไฟภายนอกทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นเพียงธรรมชาติ ไฟที่เผาผลาญจิตเรา ตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่เกิดมา จนขณะนี้กายสังขารชรา ไฟที่เผาผลาญในกายสังขาร ของตัวเราก็ยังไม่สิ้นสุดเลยแต่ไฟที่เรากำลังเดินลุยอยู่นี้ กำลังจะมอดไหม้แล้วสิ้นสุดลง เมื่อถึงเวลาของเขา แต่ให้ทุกคนที่ร้องบอกว่าอย่าเดินลุยไฟ ช่วยดับไฟที่อยู่ในจิตของตัวในสิ่งที่เป็นหญิงชราคนนี้บ้าง ว่าไฟที่เห็นอยู่ภายนอก ไม่เท่ากับไฟที่เผาผลาญเลย ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่จำความได้ จนสังขารจะเดินไม่ได้ ไฟที่อยู่ในกายสังขาร ที่อยู่ในจิต ก็ยังไม่มอดไหม้เลย ให้ทุกคนที่ช่วยดูอยู่ภายนอก ช่วยดับให้ที อันนี้แหละคือธรรมะที่สูงสุด เรามองเห็นภายนอก เรารู้สิ่งต่าง ๆ ทุกอย่าง เราดับได้เราแก้ได้ แต่ถามว่าใคร ที่จะไปช่วยดับไฟ ที่อยู่ในกายของหญิงชรา ตั้งแต่เกิดมา จนกายสังขารจะดับแล้ว ไฟที่อยู่ในกายสังขารของหญิงชรา ก็ยังหาทางดับไม่ได้ แต่ในสิ่งหนึ่งที่เข้าไปดับไฟที่อยู่ในกายสังขารหญิงชราได้อานิสงค์จากสิ่งที่เป็นน้ำ มีน้ำอยู่ขันหนึ่ง เหลือเวลาช่วงสุดท้ายของชีวิต ข้าพเจ้าขออธิฐานจิต ในเมื่อน้ำอันนี้ดับไฟภายนอกที่ข้าพเจ้าได้เดินลุยอยู่นี้ ข้าพเจ้าขอเป็นทาน ขอน้ำขันนี้ ขอดับไฟเวรทั้งหลาย กรรมทั้งหลาย ที่อยู่ในกายสังขารของข้พเจ้า ตลอดชาติภพภูมิต่าง ๆ ทุกอย่างต่อไป เวลาที่หญิงชราอธิษฐานเสร็จ ไฟที่อยู่ภายนอกก็ดับ ไฟที่อยู่ในการสังขารของหญิงชราก็ดับ กลายเป็นต้นโพธิ์ทั้งหลาย ในสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้เข้าพึ่งพิงอาศัย ทั้งสรรพสัตว์ก็ดี ทั้งมนุษย์ก็ดี ทั้งจิตวิญญาณต่าง ๆ ทุกอย่างได้เข้าพึ่งพิงอาศัย ต้นโพธิ์เหล่านั้น เป็นที่พึ่งเป็นที่ยึด จากกายสังขารของหญิงชราที่อธิษฐานด้วยน้ำ เพราะฉะนั้นธรรมะต่าง ๆ ทุกอย่าง ไม่จำเป็นเลย ที่มนุษย์แต่ละคนจะต้องถึงจุดหมายปลายทาง ในขณะที่เกิดทุกสิ่งทุกอย่าง มนุษย์ก็สามารถใช้ปัญญาทั้งหลาย ดับเวรได้ ดับกรรมได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ในขณะที่เกิดขึ้นตลอดระยะทางหรือเวลาในการเดินทาง ของมนุษย์ทุกคน แม้แต่สิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่าสังขารของตัวเราดับ แต่สิ่งที่เป็นสังขาร ของตัวเราดับแล้ว ให้มีประโยชน์บ้าง ให้มีสิ่งต่าง ๆ ใช้ดับคนรุ่นหลังต่อไป ให้เป็นคติก็ดี ให้เป็นวาจาก็ดี แม้แต่กายสังขาร ที่มนุษย์ได้กินที่เป็นข้าว ที่เรียกว่าพระแม่โพสพ อันนี้ก็เกิดจากกายสังขาร คืออุทิศกายสังขาร ที่มีกายสังขารอยู่ เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่างต่อไป ไม่จำเป็นเลยที่เราจะต้องมีทรัพย์สินมากมาย เสียสละแม้แต่กายสังขารของตัวเรา ก็สละให้แก่มนุษย์ทั้งหลายได้ให้แก่จิตวิญญาณทั้งหลายได้มากมาย แค่กายสังขารของตัวเรา แค่คำอธิษฐานจิต แค่วาจาทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเหตุการณ์อันนั้นเกิดความหลุดพ้นต่าง ๆ ทุกอย่างก็เกิด เวรทั้งหลายที่อยู่ในการสังขาร สำหรับมนุษย์แต่ละคนก็ดับ อันนี้คือการแก้สำหรับมนุษย์ในโลกของมนุษย์คือปัจจุบันของทุกคน น้ำดับไฟที่อยู่ภายนอกได้ ดับไฟที่อยู่กายสังขารได้ในขณะเดียวกัน จากที่เรียกว่าหญิงชราในน้ำที่มนุษย์และผู้คนที่มาดับให้แต่ในสิ่งที่หญิงชราขอ คือขอที่เขาดับภายนอก เอามาดับในจิตของตนเองบ้าง อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น แต่ในส่วนที่มนุษย์แต่ละคน หรือสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า ทุกที่ที่ทำกุศลเกิด ในสิ่งต่าง ๆ มนุษย์ก็หลุดพ้นได้ ไม่มีสิ่งใดทั้งหลายที่มนุษย์ได้หลุดพ้น จากการแก้ของมนุษย์ แต่ละคนจากสิ่งที่มนุษย์ได้วางก็ดีได้ทำก็ดี ได้แก้ก็ดีของมนุษย์ทุกคน ในสิ่งที่มนุษย์แต่ละคนได้แก้แล้วได้วางแล้ว ได้หลุดพ้นจากเรื่องต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ ของมนุษย์ทั่วไป เวลาที่เรามองก็ดี เวลาที่เราแก้ก็ดี เวลาที่เราหลุดพ้นก็ดี หรือเวลาที่เราทำยังไม่ได้ มนุษย์เรียกว่ายากมากมาย เพราะฉะนั้นไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไปสำหรับมนุษย์ทุกคน ถามว่าธรรมะต่าง ๆ ทุกอย่างในวันนี้ มนุษย์ได้อะไรบ้าง ถามว่าได้อะไร (หลวงพ่อจะย้ำถามผู้ที่มาฟังธรรมะทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา ถ้าผู้ใดไม่เข้าใจในธรรมะต่าง ๆ ก็ให้ถามได้ เพื่อที่ทุกคนจะได้เอาไปแก้กับเวรและกรรมของตัวเองได้ถูก) เพราะฉะนั้นแล้วอันใดที่ดับ ที่อยู่ในจิตของมนุษย์บ้าง มนุษย์ต้องเอาผลบุญดับ ดับเวรทั้งหลายดับกรรมทั้งหลายอันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ เพราะผลบุญต่าง ๆ ทุกอย่าง ที่จะดับสิ่งที่อยู่ในกายของเราดับเวรของเรา ดับกรรมของเรา หรือที่เราทำเวรไว้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย (พรุ่งนี้ให้แต่ละคนใส่บาตรให้แก่ดวงตาบ้าง) ไม่งั้นเวลาสวดมนต์ที ก็หาที่ใส่สวมตาแล้ว ผู้ที่ใส่แว่นตาทำไมเวลาใส่ ต้องไปเกี่ยวกับหูเป็นเพราะอะไร ทำไมไม่ใส่ไว้ที่ตาอย่างเดียว แต่ทำไมต้องเกี่ยวกับหูด้วย เป็นเพราะอะไร ต้องไปเดือนร้อนหูอีก ถามว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะแต่ละอย่างต้องพึ่งพากัน อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ หูก็ต้องอาศัยตา อาศัยตามองให้ที เวลาตาก็ต้องอาศัยหูเหมือนกัน เหมือนมนุษย์สิ่งใดที่ไม่เข้าจิต ในสิ่งเหล่านั้น มนุษย์ก็ควรจะแก้ปัญหาด้วยสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่างคือ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เหมือนอย่างกายสังขารของตัวเรา ถามว่าฟันยังอาศัยอยู่ที่ปากของเรา อาศัยสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเหงือกเกาะอยู่ทำไมฟันไม่ออกมาอยู่นอกปาก เป็นเพราะอะไร ทำไมฟันต้องเข้าไปอยู่ในปากด้วย เพราะฟันเขาไม่รู้จะอยู่ที่ไหน เขาไปขออาศัยอยู่ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างพึ่งพากันหมด กายสังขารของตัวเรา การแก้หรือว่าสิ่งที่หลุดพ้นสำหรับมนุษย์ก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่าง เอาปัจจุบันของมนุษย์ เกิดการวางทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าเอาเวรไปอย่าเอากรรมไป ชาตินี้เราก็ทุกข์พอ ว้าวุ่นพอ กะเวรต่าง ๆ กรรมต่าง ๆ มาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเวรของบุคคลใด เราแก้เวรของบุคคลนั้นไม่ได้ แม้แต่ตัวเราในชาตินี้เรายังแก้ของเราไม่หมดเลย แล้วเราจะไปแก้เวรให้บุคคลต่าง ๆ ได้อย่างไร อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ บอกเป็นธรรมทานได้ แต่ในส่วนจะแก้ ส่วนจะทำหรือไม่ทำ แล้วแต่เวรของบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นในสิ่งที่เราทำได้วางได้ อันนั้นแหละคือตัวเรา แต่เราจะให้บุคคลอื่นเหมือนตัวเราไม่ได้ เพราะเวรต่าง ๆ ทุกอย่าง ถามว่ามนุษย์ยังกินไม่เหมือนกันเลย บางคนมนุษย์เรียกว่าปากอะไร ปากอะไร ปากที่เดินเห่าได้ปากอะไร ที่เป็นหางสั้นก็มี ที่เป็นปากปลาก็มี เขาเรียกว่าอะไร เพราะฉะนั้นถามว่าสภาพของมนุษย์ ที่เขาเรียกกันแบบนี้ สภาพอย่างไร ถามว่าปากที่มนุษย์เห่าเก่ง ถามว่าปากอย่างนี้ เป็นอย่างไร เห็นมนุษย์ปากเหมือนกันหมด แต่มนุษย์เห็นแปลกประหลาดเห็นที่เป็นปาก เห็นที่เป็นปลาบ้าง ที่มนุษย์เห็นเป็นปากหางสั้นบ้าง ที่เรียกว่าเห่าบ้าง ถามว่าปากอะไร มนุษย์เห็นได้อย่างไร มนุษย์เขาเรียกว่ามีตาทิพย์นะเนี่ย เห็นมนุษย์เป็นปากที่เรียกว่าอะไร มนุษย์เอ่ยของมนุษย์แล้วกัน เพราะฉะนั้นในสิ่งต่าง ๆ ของมนุษย์ทุกคนเนี่ย ไอ้ที่เวรนำทางของมนุษย์เปรียบเทียบต่าง ๆ ทุกอย่าง ได้เหมาะสมหมดแต่ไอ้ตัวของตัวเรา ค้นหาตรงไหน เราได้แต่ไปค้นหาภายนอกมากมาย แต่ไอ้ตัวของตัวเรา เราไม่ได้ค้นหาเลย ว่าเรามีสิ่งใดที่ต้องแก้บ้าง ไอ้ที่เราจับที่เรานั้นไว้ในสิ่งต่าง ๆ ต้องเอามารีดบ้าง เอามาทำอะไรบ้าง กะสิ่งที่เรียกว่าวาจาของเราเพราะอะไร เพราะฉะนั้นในสิ่งที่มนุษย์ทุกคนเขาเรียกว่า ไม่ได้รีดวาจา หรือว่าไม่ได้เรียบเรียง สิ่งต่าง ๆ ของตัวเรา แต่ละครั้ง แต่ละภพแต่ละภูมิ ทุกชั้นวรรณะหลายสิ่งหลายอย่าง มนุษย์แต่ละคนถึงได้ทุกข์มากมาย พอเวลาทุกข์มนุษย์ก็โยนให้คนอื่นแล้ว อันนี้ที่ทำให้เราทุกข์เพราะฉะนั้น ทำไมมนุษย์ไม่โทษตัวเองบ้าง เพราะสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เราทุกข์ สิ่งที่ดีคือสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เราหลุดพ้นเวรก็ดีกรรมก็ดี ที่มนุษย์ทุกข์กับบุตรก็ดี ทุกข์กับเวรก็ดี ทุกข์กับกรรมก็ดี ถามว่าแต่ละคนทุกข์มาทั้งชีวิต ป่านนี้ยังไม่เลิกทุกข์เลย แม้แต่เป็นบุตรมีครอบครัวแล้ว มนุษย์ก็ยังไปทุกข์อยู่อีก ทั้งที่บุตรที่เป็นเล็ก ๆ แล้ว มนุษย์ก็ยังทุกข์อยู่อีก มนุษย์ไปแบกทุกข์ไว้ทำอะไร ถามว่าแบกไว้ทำอะไร เพราะฉะนั้นถามว่าทำไมไม่ดูอย่างนกบ้างล่ะ พอออกปีกออกขนเขาก็ปล่อยแล้ว ทุกอย่างต้องลองดิ้นรนเอง เพราะฉะนั้นถามว่า นกยังอยู่ตามประสาเลย อันนี้อยู่เฉพาะ อันนี้ขาว อันนี้มีสีแต้ม เขาไปอยู่อีกพวกหนึ่ง ไอ้ที่ตัวเล็กตัวน้อยก็ไปอยู่อีกพวกหนึ่ง ทำไมเขาไม่อยู่พวกเดียวกันเป็นเพราะอะไร ถามว่าเป็นเพราะอะไร เพราะฉะนั้นหลายเผ่าพันธุ์ แม้แต่ตัวเล็กในสิ่งต่าง ๆ ไอ้ที่เป็นนกขุนทองก็ดี ไอ้ที่มนุษย์ต้องตัดลิ้น ตัดที่เรียกว่าอะไร ขูดลิ้นบ้างตัดลิ้นบ้าง ให้พูด แต่ถ้าตัวเราตัดลิ้นขูดลิ้นแล้วไม่ให้พูด ถามว่าควรจะทำอย่างไร ตัดอะไรออก ที่เป็นนกเขาเรียกว่าอะไร นกแก้วก็ดี ขุนทองก็ดี ตัดบ้างขูดบ้างให้พูด แล้วตัวของมนุษย์ที่พูดน่ะ แล้วไม่ให้ด่า ไม่ให้ว่าแล้วจะเอาอะไร เข้าไปขูดลิ้นดี ถามว่าเอาอะไร ถามว่ามีไหม เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ของมนุษย์ทุกคน อย่าไปสร้างกรรมเลย กับสรรพสัตว์ เอาแค่เลี้ยงกายสังขารของตัวเรา ที่เราต้องเอากายสังขารเขามาเลี้ยงกายเราแค่นี้ ก็เป็นกุศลผลบุญมากมายกะสรรพสัตว์ แต่ไอ้กายสังขารของตัวเราเอาเลี้ยงอะไรได้ไหม ตายแล้วเอาไปเลี้ยงอะไรได้ไหม ไปส่งกลิ่นให้เขาด่าให้เขาว่าอีกตายไปก็แล้วแต่ไอ้ส่วนที่เป็นกุ้งหอยปูปลา ตายแล้วเขายังเป็นอาหารเรา เขายังได้บุญนะมนุษย์ เขายังสามารถมาเลี้ยงกายสังขารของตัวเรา แต่ตัวเราตายแล้วไม่รู้จะไปสรรหาเนื้อเราไปให้ใครกิน เพราะแต่ละอย่างทุกอย่าง แม้แต่สรรพสัตว์ เขาก็กินเนื้อเราเป็นบางตัว ไม่ได้กินหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม สำหรับในปัจจุบัน สำหรับมนุษย์ต่าง ๆ ทุกอย่าง พยายามขุดคุ้ยไอ้ที่เป็นเพชรนิลจินดาของตัวเรา ออกมาบ้างเราขุดคุ้ยผืนดิน ไอ้ที่เรียกว่าพระแม่ธรณี หาไอ้ที่เป็นพืชผล ไอ้ที่เป็นหัวบ้าง ไอ้ที่เป็นใบบ้าง เราหามาเลี้ยงกายของเราเยอะแล้วนานแล้ว แต่ทำไมเรา ไม่ขุดไอ้ที่เป็นผลต่าง ๆ ของตัวเรา ออกมาแจกจ่ายให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้แก่จิตวิญญาณทั้งหลาย เขาได้หลุดพ้นเวรบ้างหลุดพ้นกรรมบ้าง แม้แต่มนุษย์วันหนึ่ง ให้เขาใส่บาตรให้ตัวเองของแต่ละคน คือพูดให้เป็นธรรมทาน ในสิ่งที่เป็นเวรและเป็นกรรมที่อยู่ในกายสังขารของมนุษย์ก็หลุดพ้นด้วย เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ดี เราหยิบยื่นให้แก่บุคคลอื่นได้ ให้ด้วยความว่างเปล่า จะทำหรือไม่ทำ จะแก้หรือไม่แก้ก็ช่างเขา ตัวของเขา บอกให้เขารู้ก็พอ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ อย่าไปยึดติดบ้าง อายเขาบ้าง แต่บอกให้เขาใส่บาตรให้ตัวเองบ้าง ใส่บาตรให้แก่โรคที่เป็นบ้างให้ทำถึงจะรู้ ถ้าสิ่งที่เราไม่ทำเราไม่รู้ ทุกสิ่งทุกอย่างตัวของตัวเรา ในสิ่งที่ให้มนุษย์ได้ใส่บาตรก็ดี หรือว่าได้สวดมนต์ก็ดี ในส่วนที่รู้ว่าในการแก้เวรเป็นอย่างไร อันนั้นแหละคือสิ่งที่ เอากายสังขารทุกอย่างแก้ทำแล้วอันนั้นแหละคือมรรคผล ที่มาให้มนุษย์ แต่ถ้ามนุษย์ทำไปด้วย บ่นไปด้วย ว้าวุ่นไปด้วย วิตกไปด้วย อะไรจะเกิดก็ช่างซิมนุษย์ ขอวันนี้ สิ่งที่มนุษย์แต่ละคนได้ทำ ทำเอาผลบุญให้ตัวเองบ้าง แจกจ่ายให้เจ้ากรรมนายเวรบ้าง แจกจ่ายให้แก่จิตวิญญาณ ที่เป็นเวรแก่ตัวเรา ทั้งอดีตทั้งภพภูมิ ต่าง ๆ ทุกอย่าง ต่อไปก็หลุดพ้นไปเอง ที่ชอบบ่นว่าแย่ เมื่อไหร่จะเลิกบ่นว่าแย่เสียที ถามว่ามนุษย์ที่ชอบบ่นว่าแย่ เมื่อไหร่จะเลิกบ่นว่าแย่เสียที มีมนุษย์ทุกคนที่แย่บ้างไม่ค่อยจะดีบ้าง ถามว่าเมื่อไหร่จะเลิกบ่นกันเสียที ให้มนุษย์วางคำว่า “แย่” ออก แย่ก็ดี ไม่ไหวก็ดี สองคำพยายามวางไว้ให้ดี อันนั้นแหละคือสิ่งที่แก้ต่าง ๆ ทุกอย่าง ในปัจจุบันของมนุษย์เวลาได้รับพรมนุษย์รับ แล้วมนุษย์เกิดปิติ เวลาที่หลวงพ่อให้มนุษย์วาง วางจากสิ่งต่าง ๆ ได้ จิตของมนุษย์ก็จะเกิดปิติเช่นกัน ถามว่าช้างร้องเสียงอะไร ทำไมสิ่งที่เป็นสรรพสัตว์ตัวใหญ่ แต่ทำไมเสียงนิดเดียวเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะสิ่งที่มนุษย์เห็นภายนอก กายสังขารที่เรียกว่าใหญ่ แต่ภายในเหมือนไอ้ที่เป็นเด็ก ๆ เล็ก ๆ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ แค่รู้อย่างเดียว เหมือนไอ้ที่เป็นเด็ก ๆเล็ก ๆ ที่รู้คือแค่อายุ 3 ขวบ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ แค่นั้นเอง แต่ในสิ่งที่กายสังขารสำหรับมนุษย์ เห็นแล้วกลัวบ้าง เห็นแล้วสิ่งต่างๆ บ้าง ทุกอย่างเป็นเพียงเพื่อให้มนุษย์ได้แค่รู้ แต่สิ่งและการแก้ของมนุษย์ แม้แต่มนุษย์ทำไมเสียงเล็กบ้าง ต่ำบ้าง กลางบ้าง เสียงห้าวหาญบ้าง ถามว่าเสียงเกิดจากอะไร เพราะอะไรเสียงห้าวหาญบ้าง เสียงใหญ่บ้าง เรียกว่าเสียงแต่ละคนเวลาฟังแล้ว มนุษย์จะรับเสียงตัวเองไม่ได้ ถามว่าเป็นเพราะอะไร เวลาเราพูดแล้ว เสียงของเราสะท้อนเข้ามารับไม่ได้ เพราะในสิ่งต่าง ๆ ของเรา เราคิดว่าเราดีหมด ไอ้ที่เราฟังแล้ว ไม่ดีไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเขาเรียกว่าความหลง เอาความหลงตัวเองออกซะของมนุษย์ทุกคน แม้แต่เสียงสวดมนต์ของมนุษย์ ไม่ใช่เสียงเรา เสียงเราไม่ใหญ่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นไอ้สิ่งต่าง ๆ ของตัวเราทั้งหลายอย่าไปหลงกับมัน อย่าไปหลงกับเสียง หลงในสิ่งที่เราทำแล้วหมดเวรหมดกรรมทุกอย่างแค่นี้พอ เราหลงกายภายนอกเราทุกข์จนตาย เราหลงกายภายนอกต่าง ๆ ในส่วนเหล่านั้น ในสิ่งที่เรียกว่าการหลุดพ้นก็ไม่เกิด เราหลงเสียงก็เป็นเวร เราหลงกายภายนอกก็เป็นกรรม ทุกสิ่งทุกอย่างเพราะอะไร หลงความสวยงามบ้าง หลงสิ่งต่าง ๆ บ้างทุกอย่างก็เป็นกรรมนะมนุษย์ เพราะฉะนั้นที่เรียกว่าสวยหรือไม่สวย สำหรับมนุษย์เวลาตายแล้ว เหม็นเน่ากันหมด เหม็นหมด แล้วอันไหนคือสวยไม่สวย เวลาดีอยู่ อันนี้สวยนะเนี่ยชอบ อันไหนไม่สวยไม่ชอบ แต่ถามว่าไอ้ที่สวยก็ตามไอ้ที่ไม่สวยก็ตาม เพียงแต่กลิ่นไอ้ที่เหม็น อันไหนที่เหม็นมากกว่ากัน อันไหนที่เหม็นมากเวลาตายแล้ว มนุษย์ไม่รู้อีกไม่เคยดม แต่เวลาที่ตายแล้วที่สวยเหม็นมากมาย เพราะเวรต่าง ๆ กรรมต่าง ๆ จะเกิดขึ้นกะความสวยงาม ความเหม็นถึงเกิด มนุษย์ที่ใช้ปัญญาหาผิวที่เรียกว่ารูปร่างใหญ่ แต่ใช้ปัญญาที่เรียกว่าไม่ยึดความสวยงาม มนุษย์เห็นอะไรในสิ่งที่ต่าง ๆ เขาจะเกิดปัญญามากมาย เขาจะยึดอยู่แค่ภายนอก แต่เขายึดกะสิ่งคือการกระทำ ทำไมเขาไปได้ไกล แต่มนุษย์มาลุ่มหลง ไอ้สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเวร เหมือนสิ่งที่เขาแปลงกายมาทั้งหมด จะเป็นพวกวานรบ้าง กินรีบ้าง ในส่วนเหล่านี้ จะแปลงกายมาเป็นที่สิ่งต่าง ๆ คือความสวยงามล่อกิเลสทั้งหลาย ล่อเวรทั้งหลาย ล่อกรรมทั้งลาย เพราะฉะนั้น แต่ในสิ่งที่ตายไปแล้ว ไอ้สิ่งที่มนุษย์ต่าง ๆ ที่มีผิวดำบ้าง กายสังขารไม่ดีบ้าง สิ่งต่าง ๆ เวลาเผาแล้วไม่เหม็น เหม็นน้อยกว่าที่มีกายสวยงามมากมาย เพราะฉะนั้นมนุษย์เห็นสิ่งใดก็แล้วแต่ คือวางด้วยจิต วางสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่าง อย่าไปหลงกะสิ่งที่เขาสาปมาแช่งมา เหม็นเหมือนกลิ่นแร้ง กลิ่นแร้งเวลาที่เขาสาปมาแช่งมา อยู่กะมนุษย์ต่าง ๆ ที่หน้าตาดีทั้งหมด ส่วนสิ่งต่าง ๆ สำหรับมนุษย์ เอาแค่กายสังขารต่าง ๆ อ้วนบ้างรูปร่างใหญ่โตบ้าง เขาปิดสิ่งที่ดีไว้หมด เพื่อไม่ให้มนุษย์ลุ่มหลงต่าง ๆ ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นต้นไม้ใหญ่ กะต้นไม้เล็กก็เหมือนกัน ไอ้ที่มีตาบ้างไม่มีประโยชน์บ้าง แต่ละอย่างไม่ต่างกะมนุษย์เลย เพียงแต่มนุษย์จะมีตาหรือไม่ แต่ถ้ามีตาเวร มนุษย์ก็มองเห็นความสวยงาม แล้วเกิดความลุ่มหลง คือตาเวรออก แต่ถ้ามีตาต่าง ๆ ทุกอย่าง ถ้ามองเห็นเห็นทั้งน้ำด้วย เห็นทั้งสิ่งต่าง ๆ มากมาย อันนั้นแหละคือตาทิพย์ที่มนุษย์แต่ละคนขอ ขอหูทิพย์ก็ดี ตาทิพย์ก็ดี แต่ที่มนุษย์ไปได้ตาเวรกันทั้งหมดเพราะอะไร มองเห็นความสวยงาม เกิดความลุ่มหลง เห็นวัตถุสวยงามเกิดความชอบความพอใจ ถามว่าในสิ่งเหล่านั้น สำหรับมนุษย์ แม้แต่ขออย่างไรตาทิพย์ก็ไม่เกิด หรือว่าหูทิพย์ก็ไม่เกิด เพราะอะไรคือยึดติดแค่ภายนอก แค่นั้นเอง แต่สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นถ่าน เป็นยาได้รักษาได้ ทำทุกอย่างด้วย แต่ผิวข้างนอกดำแค่นั้นเอง มนุษย์เดินไปบ้างเหยียบไปบ้าง เตะไปบ้าง แต่มีค่ามากมายแต่ที่เป็นดอกไม้ที่สวยงามต่าง ๆ ทุกอย่าง ดมแล้วก็ขว้างทิ้งไป เหมือนที่มนุษย์เรียกว่าอะไร เหี่ยวแล้วไม่เอาแล้ว เหมือนที่มนุษย์นำไปจำเริญ ถามว่าเพราะอะไรเวลามาทีแรกหอมไหมล่ะสวยด้วย แต่พออยู่ได้สองวันสามวัน กลิ่นเริ่มออก ทำไมมนุษย์ไม่เอาเก็บไว้ล่ะมนุษย์ มนุษย์รีบเอาไปจำเริญทำไม เพราะอะไร ถามว่าเพราะอะไร เพราะทนกลิ่นไม่ไหว แช่น้ำนิดหน่อยก็ไม่ได้ แต่เขาอยู่น้ำมาตั้งนาน ทำไมเขาไม่เหม็นละ พอเขาขึ้นมาอยู่ในแจกันได้สองวัน สามวันก็เริ่มเน่าเปื่อยแล้ว ทีเขาอยู่ในน้ำมาตั้งนาน กว่าจะโผล่มาเป็นดอกได้ เหมือนมนุษย์ทุกคนแหละพยายามวางไหม่ อย่ามองสิ่งต่าง ๆ แล้วผ่านเลยไป ค่าวัตถุทุกสิ่งทุกอย่างเราหาได้หมด แต่ค่าในสิ่งต่าง ๆ ทุกอย่างที่อยู่ในจิตเรา กายเรา วาจาเราเพราะฉะนั้นในสิ่งที่เรียกว่า งมเพชรนิลจินดา จงงมที่ตัวเรา จงงมที่อยู่ในภายสังขารของตัวเรา อันนั้นแหละคือสิ่งที่แก้สำหรับมนุษย์ทุกคน เหมือนสิ่งที่เห็นเป็นดอก อันนี้ไม่ค่อยสวยแล้ว เริ่มหงุดหงิด เวลาที่สวยมา เริ่มเห็นเบิกบานอีกแล้ว ทำไมไม่เห็นตอนเน่าเปื่อยบ้างมนุษย์ แม้แต่กลิ่นก็ไม่เอาแล้ว แม้แต่สวยยังไง เวรก็เหมือนกัน สำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นอย่ามองภายนอก เวลาที่เราเอาตาไม้เป็นใบไม้เราเอาตาออก เหลือเปลือกเราลอกเปลือก เปลือกออกในสิ่งต่าง ๆ เราก็เห็นในสิ่งต่าง ๆ ที่ดีมากมาย สำหรับแต่ละคน บางคนลอกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมออก ยึดกันเหนียวแน่น อย่าเอาเปลือกออก อย่าเอาตาออก เอามาตั้งแต่ที่เรีกยว่าเป็นเวรเป็นกรรมมากมาย เพราะฉะนั้นในสิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายได้แก้ก็ดี ได้ทำก็ดี ได้หลุดพ้นก็ดี ของทุกคน ถ้าทุกคนไม่ทำด้วยจิต ไม่ได้วางด้วยวาจา ในส่วนเหล่านั้น ไม่สามารถหลุดพ้นจากเวรทั้งหลาย กรรมทั้งหลาย ในอดีตก็ดีในปัจจุบันก็ดี สำหรับมนุษย์ทุกคนชอบไปดูนะเนี่ย (ทุกคนชอบไปหาหมอดู) เขาชมหน่อยเกิดความสบายใจ ให้เขาดูบ้างอะไรบ้าง มนุษย์ชอบยกยอ เพราะฉะนั้น แต่ถ้ามนุษย์ฟังธรรมะในวันนี้ ที่หลวงพ่อเทศไปพิจารณาให้ดี ว่าในสิ่งต่าง ๆ ของตัวเรา ต้องแก้อีกมากมายในเมื่อเราแก้แล้วความเจริญทั้งหลาย วัตถุทั้งหลายภายนอกก็ดี ภายในจิตก็ดี เราเอาความเจริญภายในจิตของเรา อันนั้นคือการหลุดพ้น ถ้าเรายึดภายนอกกายสังขาร ของมนุษย์ความสวยงาม ทางด้านความเจริญต่าง ๆ ทุกอย่างอันนั้นแหละคือกรรม ตลอดชาติภพภูมิไม่ว่าจะเป็น ชั้นวรรณะใด ภพใดภูมิใด ทุกชั้นวรรณะ สามารถตกมาอยู่ในกายสังขาร ของมนุษย์ได้ ตกเวรทั้งหลาย ตกกรรมทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มนุษย์ขอเกิดเป็นนางฟ้าก็ดี เป็นนางสวรรค์ก็ดี ให้มนุษย์แต่ละคนเลิกขอซะ แม้แต่นางฟ้าก็ยังทำอาชีพที่ตกต่ำได้ ยังทำอาชีพเป็นกรรมกรได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นนางฟ้า เทวดาชั้นใด ภพใดภูมิใดต่าง ๆ ทุกอย่าง ที่มีเวรและมีกรรมแล้วเนี่ย ไม่ว่าจะเกิดเป็นสรรพะสัตว์ก็ดี หรือมนุษย์ก็ดี สามารถรับเวรกับกรรมทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าเกิดชั้นสูงแล้วเนี่ยไม่มีเวรมีกรรมทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกชั้นวรรณะ หลายภพหลายภูมิที่มนุษย์ขอเกิด มนุษย์ขอการไม่เกิดซิมนุษย์ ขอการไม่เกิดเลยทุกชั้นวรรณะ ขอเป็นสิทธิ์ของตัวเราขอได้ ความว่างเปล่า ความว่างเปล่า ขอทุกชั้นวรรณะ ขอจงได้แก่ตัวข้าพเจ้า อันนี้แหละคือการแก้และก็คือการหลุดพ้น สำหรับมนุษย์ต่างๆทุกคน ธรรมะในวันนี้มนุษย์แต่ละคนได้อะไร (ถามว่าได้อะไร ตอบได้ค้นหาเพชรนิลจินดาค้นหาในตัวเอง) การที่ค้นหาที่พื้นใต้ดิน มันแค่มาประดับกาย แต่ถ้าเราค้นหาเพชรนิลจินดาของตัวเราได้แล้วเนี่ยความมีสง่าราศรีเกิดขึ้นแล้วไม่ต้องอาศัยเพชรนิลจินดามาช่วยประดับให้คนมองอันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศหรือไม่ เพชรนิลจินดาที่มาประดับกาย ประดับสีหน้า ประดับท่าทางกิริยา อันนี้แหละคือมีค่ามากกว่า ที่มนุษย์หามาใส่ข้อมือบ้างใส่หูบ้าง ใส่คอบ้างใส่ตามนิ้วล้าง แต่ถ้ามนุษย์ กายสังขารไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย เพียงแต่มนุษย์ปฏิบัติได้ วางได้สิ่งต่างๆที่ดี เกิดขึ้นที่กายของมนุษย์มากมาย เกิดกายด้วย เกิดวาจาด้วย เกิดสิ่งในการแก้ต่างๆทุกอย่าง สำหรับมนุษย์แต่ละคนได้หมด หาวัตถุสวมใส่ภายนอกพอเอาออกก็เหมือนเดิม แต่วัตถุที่มนุษย์ค้นหา เพชรนิลจินดา ที่อยู่ในกายสังขารของตัวเราไม่ว่าจะเป็นเวลานอนก็ดี ตื่นก็ดีตลอดวันตลอดคืน ในสิ่งเหล่านั้นไม่ยอดถอดไปจากกายสังขาร ของตัวเรา อันนี้แหละในวันนี้ที่ให้มนุษย์ ค้นหาทุกคน (หลวงพ่อถามธรรมะของมนุษย์ในวันนี้ได้อะไรบ้าง) เพราะฉะนั้นไฟสิ่งใดไฟเวรทั้งหลายไฟกรรมทั้งหลาย ในสิ่งที่ตัวเราที่เป็นเวรและกรรมของตัวเรา ของแต่ละคนที่เรียกว่าไฟแห่งการโลภโมโทสัน คือเราไม่พอในสิ่งที่เรามีอยู่ เราอยากได้เพิ่ม เราอยากได้ต่อ อันนี้แหละเขาเรียกว่าไฟเวรไฟกรรม เพราะฉะนั้นแต่หญิงชรายังหาทางออกได้ แต่ในธรรมะที่หลวงพ่อให้แก่มนุษย์ ขอให้มนุษย์ทำได้ เตือนใจบ้าง ไปแก้ได้ไปทำให้หลุดพ้นเวรทั้งหลายกรรมทั้งหลาย ต่าง ๆ ทุกอย่าง ของมนุษย์ที่ยังมีความว้าวุ้นอยู่ ยังมีความทุกข์อยู่ ให้หลุดพ้นจากจิตสำหรับมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย ที่แสดงธรรมมาในวันนี้ ขอให้มนุษย์ทุกคนหลุดพ้นเวร ขอให้สรรพะสัตว์ทั้งหลายหลุดพ้นกรรม ขอให้จิตวิญญาณ ทุกชั้นทุกภพทุกภูมิ ทุกชั้นวรรณะหลุดพ้นแห่งการไม่เกิดทั้งหลาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ธรรมะที่ข้าพเจ้าได้ลอกมาจากเทปซึ่งได้อัดเสียงไว้ เมื่อปี 2544 วันที่ 15 พ.ค ซึ่งขณะนั้นที่อัดเทปไว้บางตอนก็ขาดหายไป คือฟังไม่ชัดมีเสียงอื่น ๆ เข้ามาแทรก แต่ก็มีเป็นส่วนน้อยเท่านั้น เมื่อเขียนคือลอกมาแล้วก็เมื่ออ่านแล้วก็ได้ใจความต่าง ๆ ที่พอจะทำให้ผู้สนใจในธรรมะพอเข้าใจ ถึงธรรมะในการแก้เวรแก้กรรม ของตัวเราว่าควรทำอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร ถึงจะได้ผลในชาติปัจจุบันของทุก ๆ คน หลวงพ่อท่านเทศโปรดเราว่าในการสร้างเวรสร้างกรรมบุคคลใดเป็นคนทำคนสร้าง บุคคลนั้นต้องแก้เองปฏิบัติเอง ความหลุดพ้นจากเวรและกรรมก็จะเกิดแก่บุคคลนั้น พ่อแม่มีบุตรหลาย ๆ คน พ่อแม่ต้องหาเลี้ยงบุตรก็ทำให้เกิดเวรเกิดกรรม ขึ้นมากมาย บุตรหลาย ๆ คนเหล่านั้นจะมาใช้เวรแทนพ่อแม่ไม่ได้ หรือแม้แต่ตัวเราจะมีความกตัญญูอย่างไรก็ไม่สามารถใช้เวรใช้กรรมแทนบิดามารดา ครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณทั้งหลาย ได้เลย สรุปแล้วคือใครคนใดเป็นคนทำบุคคลนั้นต้องแก้เองใช้เอง แต่ถ้าเป็นทางโลกของทุก ๆ คน ในปัจจุบันหนี้สิ้นต่าง ๆ เราใช้แทนกันได้ เราทำแทนกันได้ เหมือนความทุกข์ ความว้าวุ่น ความวิตกกังวล ความห่วงต่าง ๆ ที่อยู่ในจิตของเรา เราบอกให้ใครฟังบอกให้เขารู้ เขาฟังแต่เขาไม่รู้ว่าเราห่วงแค่ไหน เราว้าวุ่นอย่างไร เราทุกข์แค่ไหน มันอยู่ในจิตของเรา มองด้วยตาจับต้องไม่ได้ ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ ของโลกในปัจจุบันเวลาที่เราแก้ เราก็เอากุศลผลที่จับต้องไม่ได้เข้าไปแก้ เอาเข้าไปให้
ธรรมะนี้หลวงพ่อเทศเมื่อปี 2544 พฤหัสที่ 22 มีนาคม มีผู้คนที่มาฟังธรรมบันทึกเทปไว้เมื่อได้อ่านแล้วจงทบทวนหลาย ๆ ครั้ง มีคุณค่ามากมาย ถ้านำไปปฏิบัติ หลวงพ่อท่านเน้นเป็นพิเศษคือวาจาของมนุษย์ ให้ระวังในวาจาให้วางไม่ให้พูดในสิ่งที่เป็นเวรกับมนุษย์ กะสรรพะสัตว์และจิตวิญญาณ ต่อไปนี้คือคำเทศของหลวงพ่อ
วาจาที่เป็นกรรมวาจาที่เป็นเวร หรือว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี สำหรับมนุษย์ทุกคนในสิ่งที่มนุษย์ ได้วางก็ดี ได้แก้ก็ดี หรือการปฏิบัติสำหรับมนุษย์ ชั้นภพภูมิต่าง ๆ ก็ดี แค่ชาติปัจจุบันนี้ของมนุษย์ไม่ทุกข์ อันนั้นแหละคือการหลุดพ้นของกรรมทั้งหลาย หลวงพ่อให้มนุษย์ที่มาฟังธรรมจุดธูป ขออโหสิเวร ขออโหสิกรรม วาจาที่เป็นเวรที่เป็นกรรมทั้งหลาย สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี ทั้งหลาย กะมนุษย์ทั้งหลาย กะเวรทั้งหลาย เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ จุดธูปพร้อมพร้อมกัน จุดแล้วให้ตั้งนะโม 3 จบ เสร็จแล้วเอ่ยคำว่าพุทธะบูชาธัมมะบูชา สังฆะบูชา ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อนามสกุล นิพนธ์ ฆวีวงษ์ ข้าพเจ้าขออโหสิเวร ขอถอนการด่า การว่าการแช่งทั้งหลาย ที่เป็นเวรทั้งหลาย ที่เป็นกรรมทั้งหลาย แก่วาจาข้าพเจ้า จิตของข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้า ได้หลุดพ้นเวร ได้หลุดพ้นกรรม ตั้งแต่ชาติปัจจุบันนี้ เป็นต้นไปเทอญ ไม่ว่ามนุษย์จะขอทำอะไรก็แล้วแต่ เอาชาติปัจจุบันนี้ ชาติปัจจุบันนี้เรายังทุกข์อยู่ สิ่งที่เรายังทุกข์อยู่คือสิ่งที่เราต้องแก้อยู่ตลอดเวลา มนุษย์ขอชาติหน้าไม่เกิด มนุษย์ไม่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว แต่มนุษย์ก็เกิดเป็นสรรพะสัตว์ เป็นสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่พื้นดินก็ตาม อากาศก็ตาม หรือไต้พื้นน้ำก็ตาม แต่สิ่งที่มนุษย์ได้แต่ขอ แต่ปัจจุบันนี้ทุกคนได้ในการแก้ แก้ไขที่ตัวเราด้วย แก้ไขที่จิตเราด้วย แก้ไขในสิ่งต่าง ๆ ที่เรียกว่าในกายสังขารของเรา หรือว่าแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี ที่อยู่ในกายสังขาร ของเราไม่มีสิ่งใดที่มาแก้ไขสังขารของเรา ได้เท่าตัวเรา แต่ถ้าเราแก้ไข สังขารของเราที่เป็นกรรมที่เป็นเวรได้ อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น สังขารเราทุกข์ จิตเราทุกข์ วาจาเราทุกข์ ทุกข์ทุกอย่าง แต่สิ่งที่ทุกข์ ทุกอย่างสำหรับมนุษย์ มนุษย์ก็ควรจะแก้ปัจจุบันนี้ ในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นกรรม และเป็นเวรของตัวเราให้สว่างขึ้นให้ดีขึ้น เวลาที่มนุษย์มีจิตที่ดี มนุษย์ก็ดี เวลาที่เป็นจิตกรรม ต่าง ๆ ก็คือให้ชาติภพภูมิต่าง ๆ ของแต่ละคนเขารับไป กลับไปอยู่ที่เดิมที่เป็นเวรที่เป็นกรรม จิตกรรมเราก็ยืมเขามา จิตเวรเราก็ยืมเขามา จิตที่ไม่ดีเราก็นำมา แต่ในเมื่อมนุษย์วางได้ ปฏิบัติได้วางได้แก้ได้ มนุษย์ก็คืนสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี ที่มารอมนุษย์อยู่ ขอให้เขากลับชาติภพภูมิต่าง ๆ เหลือไว้แต่สิ่งที่ดี คือวาจาข้าพเจ้า จิตข้าพเจ้าการกระทำต่าง ๆ ของข้าพเจ้า อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น ในชาติปัจจุบันนี้ ของมนุษย์ทุก ๆ คนเป็นต้นไป เหมือนการวิดน้ำ มนุษย์วิดเท่าไหร่ ใช้เวลาในการวิดเหมือนกัน น้ำน้อยมนุษย์ก็ใช้ระยะเวลาวิดสั้น น้ำมากมนุษย์ก็ใช้ระยะเวลาที่เรียกว่าวิดยาว ก็เหมือนกับเวรสำหรับมนุษย์ เวรน้อยมนุษย์ก็แก้น้อย เวรของมนุษย์มาก มนุษย์ก็เรียกว่าแก้มาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ สำหรับกายสังขารสำหรับมนุษย์ให้ดูอย่างธรรมชาติ แล้วมาเปรียบเทียบกะสิ่งที่อยู่ในกายสังขารของตัวเรา แต่ถ้ามนุษย์ยังวางไม่ได้ แก้ไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ ดูเท่าไหร่ก็เหมือนเดิม ไม่เกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้น ถ้ามนุษย์วางได้เมื่อไหร่ แม้แต่คำพูดสำหรับมนุษย์ ไอ้ที่ไม่ดีก็เปลี่ยนให้ดีได้ ไอ้ที่เป็นกรรมเป็นเวร ก็กลับให้ไม่เป็นกรรมเป็นเวรได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่แก้ไม่ได้ เพียงแต่มนุษย์ ไม่พยายามที่จะแก้ที่จะวาง เพียงแต่มนุษย์ยังดื้ออยู่ ยังรั้นอยู่ ยังตะแบงอยู่ ยังแถอยู่ ยังไปข้าง ๆ คู ๆ อยู่ เ พราะฉะนั้นวางที่ดื้อด้วย ที่ตะแบงด้วย ที่รั้นด้วย ไอ้สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดี ก็จะได้ดีขึ้น สำหรับตัวเรา ของทุกคนไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ของกายสังขารทุกส่วน ทุกอย่างมีค่าหมด แต่ถ้ามันออกนอกกายสังขารแล้วมันไม่มีค่า ในขณะที่มนุษย์ยังวางหรือว่ายังแก้ปัจจุบันนี้อยู่ แต่สิ่งที่เรานำเข้า วาจาก็ดี ลมหายใจก็ดี กายสังขารเวรของมนุษย์เข้าได้หมด เข้าทางวาจา เข้าทางลมหายใจ เข้าทางกายเข้าทางทุกสิ่งทุกอย่าง ของกายสังขาร แม้แต่ที่เรียกว่าผิวหนังของมนุษย์ เวรต่าง ๆ ก็เข้าได้ แต่ออกไม่ได้ เหมือนมนุษย์รักษาแค่ภายนอก ทางในมนุษย์รักษาไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะวางหรือว่าอยู่ในชั้น หรือว่าวรรณะใดก็ตาม สิ่งที่อยู่ใต้ดิน เขาก็ขุดขึ้นมาได้ แต่ตัวสำหรับมนุษย์ อยู่พื้นดิน อย่าให้อยู่เหมือนอยู่ใต้ดิน พยายามขุดตัวเองให้ขึ้นมาจากเวรจากกรรม เหมือนไอ้ที่เป็นแมงกะชอนก็ดี สิ่งเหล่านั้นเขายังขุดที่เรียกว่า เฉพาะตัวเขาขึ้นออกมาได้ แต่ในจิตสำหรับมนุษย์ มันอยู่ใต้พื้นดิน พยายามขุดให้ขึ้น จากเวรจากกรรมเหล่านั้น ในสิ่งเหล่านั้นมนุษย์ก็จะเห็น แสงสว่างเสียที่ ว่าแสงสว่างโลกเป็นอย่างไร แสงสว่างธรรมเป็นอย่างไร แสงสว่างในการวางได้ปฏิบัติได้ ในการหลุดพ้นของจิตเราเป็นอย่างไร ในสิ่งที่เราไปยึดกับบุคคลอื่นมันทำให้ทุกข์ ถ้าเราวางบุคคลอื่นที่ทำให้เราทุกข์ เราก็ได้ความว่างเปล่า อันนั้นแหละเรียกว่าจิตเป็นมาร จิตเป็นกรรม และจิตเป็นเวร ถ้าเราวางได้เหมือนเรื่องและปัญหาต่าง ๆ ถ้าเราวางไม่ให้มันเกิดในจิตของเรา มันก็หลุดพ้น เหมือนสิ่งที่เรียกว่าชั้นภพภูมิต่าง ๆ ที่มีอยู่ในกายสังขารสำหรับมนุษย์ ชั้นภพภูมินี้มนุษย์มองไม่เห็น แต่ถ้ามนุษย์วางและแก้มนุษย์ก็จะอยู่ในชั้นภพภูมิต่าง ๆ ที่ดีต่อไปได้ ในสิ่งที่มนุษย์ใช้คำว่าคนในอยากออก คนนอกอยากเข้า แปลว่าอะไร เหมือนสังขาร ไอ้สิ่งที่ไม่ดีมันอยู่ในตัวเราเหมือนเวรที่อยู่ในตัวเรา เขาก็อยากออก ไอ้สิ่งที่ดีเขาก็อยากเข้า ตอนนี้ไอ้สิ่งที่ดีเขาเข้าไม่ได้ เพราะอะไร ไอ้สิ่งที่เป็นเวร มันอยู่ข้างในมันปิดหมด เข้าไปแล้วก็เวียนออกมาใหม่เพราะอะไร สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นน้ำเลือดน้ำหนองน้ำมูก ต่าง ๆ ทุกอย่างมันเต็มกายมนุษย์ไปหมด เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เหมือนคำ สำหรับมนุษย์ที่เรียกว่าข้างในอยากออก ข้างนอกอยากเข้า เพราะอะไร เพราะแต่ละเรื่องแต่ละปัญหาเขายิ่งห้ามมนุษย์ยิ่งยึด แต่ถ้ามนุษย์วางแล้ว มนุษย์ได้ความว่างเปล่า ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเพราะฉะนั้นเหมือนฝน ถ้าฝนตกหนัก ถ้าเราเอาสิ่งของวัตถุไปบังในสิ่งเหล่านั้น มันก็จะได้แค่ตรงนั้น แต่ถ้าเป็นพายุพัดแรง เราเอาไอ้สิ่งต่าง ๆ ไปขวางมันก็พัดไอ้สิ่งต่าง ๆ ที่เรากั้นไปด้วย เพราะฉะนั้นปล่อยวางซะไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะต้องทุกข์ แต่ถ้ามนุษย์วางเจ้าตัวทุกข์ก็หลุดพ้นในสิ่งต่าง ๆ ของตัวเราได้ เราก็ผ่านไปอีกพื้นหนึ่งภพหนึ่งภูมิหนึ่ง จากจิตของเรา เราสะสมมากเกินไป สำหรับเวรและกรรมของตัวเรา เวลาแก้ต้องอาศัยเวลาต่าง ๆ หรือว่าแต่ละชั่วโมงในเวลาแก้สำหรับมนุษย์พยายามให้เปิดให้อยู่มาก เหมือนเวรเปิดรับได้หมด แต่สิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย เราก็ต้องเปิดอีก เอาเวรออกเอาสิ่งต่าง ๆ ที่ดีเข้าไว้แทน จะทำให้กายเรา จิตของเราไม่ทุกข์ด้วยไม่ป่วยด้วย ไม่เป็นอะไรเลย เหลือไว้คือความว่างเปล่า แต่ไอ้ที่ป่วยก็ดีเป็นเวรก็ดี เป็นกรรมก็ดี เพราะเอาไอ้ที่สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีเข้ากายของตัวเรา รับเวรจากผู้อื่นบ้างเข้าหูบ้างเข้าวาจาบ้าง แล้วเมื่อไหร่มนษุย์ถึงจะรู้ของตัวสำหรับมนุษย์เอง ในสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดจากการกระทำ ของตัวของมนุษย์ เหมือนเวลาที่เราหายใจ เรายังต้องหายใจเอง ขอยืมบุคคลอื่นหายใจไม่ได้ ถ้าคนอื่นหายใจแทนเรา แต่ตัวเราไม่หายใจ กายสังขารเราก็อยู่ไม่ได้ เหมือนผลกรรม ถ้าตัวเราจิตเราวาจาเรากายเราไม่ทำ เราไปให้บุคคลอื่นทำ บุคคลอื่นเขาก็ได้ แต่ตัวเราไม่ได้ เพราะตัวเราไม่ได้ทำ ได้แต่เป็นผู้บอกและแนะนำให้ทำอันนั้นแหละคือจิต ต่าง ๆ สำหรับมนุษย์ เวรของมนุษย์ไอ้ที่เป็นเท้า มนุษย์เหยียบย่ำเรื่อยเป็นมดก็ดีเป็นสรรพะสัตว์เลื้อยคลานก็ดี เป็นสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายก็ดีเพราะฉะนั้นให้มนุษย์ถอน ไอ้ที่เหยียบย่ำสรรพะสัตว์ทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้ารู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี เจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ที่ข้าพเจ้าเหยียบย่ำมาตั้งแต่เกิด จนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่เลิก ในการเยียบย่ำข้าพเจ้าขอถอนเวรทั้งหลาย แก่สรรพะสัตว์ทั้งหลายที่อยู่พื้นดิน สรรพะสัตว์ใหญ่มนุษย์ถอนไปแล้ว เหลือแต่สรรพะสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ตัวสิ่งต่างๆที่มนุษย์มองไม่เห็น แต่ถ้ามนุษย์ไปเหยียบสรรพะสัตว์ตัวใหญ่ เป็นเสือบ้างเป็นช้างบ้าง ถามว่าเขายอมให้มนุษย์เหยียบใหมล่ะ (มีแต่มนุษย์ไปให้เขาเหยียบ) เพราะฉะนั้นไอ้ตัวเล็กๆ เขาหนีไม่ทันก็เป็นเวร เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ถอนซะไอ้ทีเป็นมดก็ดี เป็นกิ้งก่าก็ดีเป็นกิ้งกือก็ดี ไอ้ที่ตายไปแล้วก็ดีในสิ่งต่างๆทั้งหลาย เพราะฉะนั้นที่เป็นอะไร สรรพะสัตว์ใหญ่ มนุษย์ไปเหยียบเขาได้ไหมค่ะ (ตอบไม่ได้) ถามว่าไปเหยียบเสือได้ไหม (ตอบไม่ได้เดี๋ยวโดนกัด) เพราะฉะนั้นแก่สรรพะสัตว์เล็ก เพราะเราต้องเป็นเวร เพราะเขาต้องอยู่แบบนั้น (หลวงพ่อให้ถอนพร้อมๆกัน) ข้าพเจ้าขอถอนเวรทั้งหลาย ขอถอนกรรมทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้เหยียบสรรพะสัตว์ เล็กก็ดีมองไม่เห็นก็ดี เจตนาก็ดีไม่เจตนาก็ดี ข้าพเจ้าขอถอนเวรทั้งหลาย ขอถอนกรรมทั้งหลายกะสรรพะสัตว์ที่เป็นเวรทั้งหลาย สรรพะสัตว์ที่เป็นกรรมทั้งหลาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ ถามว่าที่เป็นผลไม้ เหลือที่มนุษย์กินไม่หมดแล้ว ถามมนุษย์ทุกคนที่เหลือแล้วไปทำอะไร ที่เก็บไว้ได้นาน มนุษย์เอาไปทำอะไร (เอาไปดอง) แล้วเวรสำหรับมนุษย์ที่ดองกันไว้ตั้งนานแล้ว ถามว่าเอาไปขายให้ใครได้มนุษย์ ผลไม้เวลาที่กินเหลือ มนุษย์ยังดองเก็บไว้ แล้วเวรของมนุษย์ที่สะสมอยู่ทุกวันๆ ดองไว้มีใครรับเอาไปขายได้ มีแต่มนุษย์เพิ่มขึ้น เขาเรียกว่าเพิ่มจากในจิต เพิ่มจากวาจาพอเพิ่มจากวาจา มาเพิ่มสิ่งต่างๆทั้งหลายมากมาย เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ถอนการดองเวรทั้งหลาย ดองกรรมทั้งหลาย ที่ดองกันไว้ตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่ถอนเสียที ที่ดองไว้ ถึงไม่ไปเสียทีเชื้อเชิญก็ไม่ไป ใส่บาตรก็ไม่ไป ถอนก็ไม่ไป เพราะอะไร เพราะไปไม่ได้มนุษย์ไปดองเขาไว้ เพราะฉะนั้นเปิดฝาที่มนุษย์ไปดองเขาไว้เสียที เปิดฝาไอ้ที่ดองเวรดองกรรมไว้ที่นี้ให้มนุษย์ถอนเอง แต่ละคนข้าพเจ้าขอถอนเวรที่ข้าพเจ้าได้ดองไว้ ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน ขออย่าได้มีเวรมีกรรม ตลอดชาติภพภูมินี้เป็นต้นไปให้มนุษย์ฟังเสร็จ มนุษย์ก็วางหมด เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ตั้งนะโม 3 จบ พร้อมกันให้มนุษย์เอ่ยคำที่เรียกว่าดอง ทีผลไม้ดองมนุษย์ชอบนัก ไอ้ที่เวรที่กรรมที่ดองไว้เขาก็ไม่ชอบอยู่ในตัวเรา เหมือนกันเดี๋ยวอืดบ้าง เดี๋ยวแน่นบ้าง เดี๋ยวปั่นป่วนบ้าง เพราะอะไร เพราะไม่ยอมออกนะมนุษย์ เพราะอะไร เพราะไปดองเขาไว้ แต่ละคนดองไว้หมดแหละ เพราะฉะนั้นให้มนุษย์ถอนเอง ตั้งนะโมพร้อมกัน ตั้งนะโม 3 จบแล้วพุทธบูชาธัมมะบูชา สังฆะบูชา ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อนามสกุล นิพนธ์ ฆวีวงษ์ ขอถอนคำว่าดองเวรดองกรรม ตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ เวรที่อยู่ในกายสังขารก็ดี เวรวาจาก็ดี เวรที่อยู่ในจิตก็ดี ข้าพเจ้าถอนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถามว่าเวรที่มนุษย์ถอนในวันนี้คือ ในข้อใด ที่มนุษย์สวดมนต์ในวันนี้ ถามว่าในข้อใดที่มนุษย์ถอนในวันนี้คือข้อใดที่มนุษย์สวดมนต์ตั้งหลายบท ข้อที่เรียกว่าอธิฐานจิต ข้อสุดท้ายซิมนุษย์ ข้อในขันธะสันดานที่ดองไว้ เขาเรียกว่าขันธะสันดาน เอาออกตั้งอดีต ปัจจุบันก็ไม่ยอมออก เพราะอะไรดองไว้ เพราะฉะนั้นข้อหลังมีค่ามากมายที่มนุษย์เรียกว่าอะไรขันธะสันดาน ที่เรียกว่าทั้งอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ ถามว่ามนุษย์ถึงได้ถอนในวันนี้ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศหรือไม่ การถอนการแก้ของมนุษย์ อยู่ในหนังสือได้ถอนในวันนี้ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศน์หรือไม่ การถอนการแก้ของมนุษย์ อยู่ในหนังสือมนต์ทั้งหมด ถ้ามนุษย์อ่านไปด้วย ฟังไปด้วย พิจารณาให้ดีต่างๆ มนุษย์ก็จะเกิดปัญญา แยกแยะธรรมได้เอง ถามว่าสิ่งที่มนุษย์ทั้งเล่มในวันนี้มนุษย์ถอนรากถอนโคน ถามว่าถอนอะไร (ตอบถอนในสันดาน) นั่นแหละใช่มนุษย์ แค่วาจาถอน ที่เรียกว่าขันธะสันดานของข้าพเจ้า มนุษย์ใช้แค่นี้ แต่ในวันนี้หลวงพ่อให้มนุษย์ถอนอย่างเดียว คือสิ่งที่เกิดมาทุกภพทุกภูมิ ทุกชั้นวรรณะ คือจิตที่เรียกว่าอยู่ในกาย หรือที่เรียกว่าจิตวิญญาณที่อยู่ในที่เรียกว่าสันดาน มันมีมาตั้งแต่มนุษย์เกิดมาหมด เป็นสรรพะสัตว์เล็กใหญ่น้อยก็ดี สำหรับสิ่งเหล่านี้คือการถอนในวันนี้ แต่ถ้ามนุษย์ถอนในวันนี้แล้วขอให้ออกจากจิต สำหรับมนุษย์แต่ละค้นด้วย อย่าเก็บไว้ฝังไว้ดองไว้ ตามที่ต่างๆเวลาที่มนุษย์เก็บไว้ดองไว้ ในกายของมนุษย์ แต่ละคนมันก็ไม่เกิดสิ่งที่ดี หรือที่เรียกว่าดองเวรดองกรรม จากบุคคลอื่นรับเรื่องและปัญหา จากบุคคลอื่น ทำให้เราทุกข์แทน ว้าวุ่นแทน วิกตกกังวลแทน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องวางด้วย เราเอาเฉพราะตัวเรา ตัวของเรา จิตของเรา เรียกว่าการหลุดพ้น เราจะปฏิบัติ เผื่อแผ่กะบุคคลอื่นที่เขาไม่ปฏิบัติไม่ได้มนุษย์ เราให้เขาได้ด้วยความเมตตา แต่เราจะให้เข้าหลุดพ้นเหมือนตัวเรา ที่เราปฏิบัติในเวลานี้ ไม่เหมือนกันเพราะอะไร เพราะในสิ่งที่เป็นกรรมเป็นเวรของบุคคลต่างๆหรือว่าบุคคลทั่วไป บุคคลนั้นต้องปฏิบัติเองทำเอง หลุดพ้นเอง วางเองไม่ว่าเรียกว่าทุกข์ก็ดี หรือที่เรียกว่าปัญหาก็ดี หรือทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มันเกิดจากจิตเรา วาจาเรา ตัวเราต้องทำให้หลุดพ้นจากจิตของเรา พยายามแก้ให้ได้วางให้ได้ ในสิ่งต่างๆที่เรานำมา อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น ทั้งหลายทั้งปวง หลวงพ่อถามว่านกที่อยู่บนพื้นที่เรียกว่าอากาศ เวลาบินนกบินหนึ่งตัว แต่เวลาที่ตกหล่นถามว่าหล่นกี่ตัว (ตอบทุกตัว) เพราะอะไร เพราะแต่ละอย่างเกิดหมด แต่เวลาที่หล่น หล่นหมดเพราะอะไร เมื่อถึงเวลาต่างๆทุกอย่าง ซึ่งไม่มีอะไรบินได้ตลอดเหมือนกายสังขารของมนุษย์ เวลาเราอยู่เรายึดมากมาย ว่าแต่ละสิ่งแต่ละอย่าง แต่เวลาที่ตายไม่เห็นมีใครมาลำดับว่าเป็นญาติกะเราบ้างเลย เป็นเพราะอะไร เวลาอยู่ลำดับกันมากมาย เขาเรียกว่าอะไรกำหนด กำหนดมีญาติเยอะ แต่เวลาตายเป็นจิตวิญญาณแล้ว ถามว่าไม่มีใครเป็นญาติกะเราบ้างเลย เพราะอะไร ถามว่าเพราะอะไร เพราะเวลาที่เราตาย ไม่มีใครตายไปพร้อมเรา หรือในสิ่งต่างๆทุกอย่าง เขาให้สิ่งที่เป็นกรรมเป็นเวร หรือสิ่งต่างๆทั้งหลายแก่ตัวเราเพราะอะไร ความห่วงความวิตกกังวล ให้มนุษย์ถอนซะความห่วงทั้งหลาย ความวิตกกังวลทั้งหลาย ความคิดล่วงหน้าทั้งหลาย ให้มนุษย์ถอนกันเอง บุคคลใดไม่ถอนก็อยู่อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นให้ถอน ความคิดล่วงหน้าวิตกกังวลความห่วง หลวงพ่อให้มนุษย์ที่มาฟังธรรมถอนเรียงบุคคลไม่ให้ถอนรวมกัน ในสิ่งที่มนุษย์ทุกคนได้ถอนในวันนี้ ขอการหลุดพ้นต่างๆทุกอย่างที่เป็นเวรที่เป็นกรรม สามอย่างสำหรับมนุษย์ ขอให้หลุดพ้นเวรทั้งหลายขอให้หลุดพ้นกรรมทั้งหลาย สิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลาย ให้มนุษย์ขอ ขอให้ข้าพเจ้าได้วางได้ ได้ปฏิบัติได้ ได้ปรับปรุงได้ มนุษย์ขอสามอย่าง ในสิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลายที่เป็นเวรทั้งหลายที่เป็นกรรมทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอปรับปรุงและแก้ไข ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป บอกให้มนุษย์วางมนุษย์ก็ยังวางไม่ได้ วันนี้บอกให้ปรับปรุงก็แล้วกัน เพราะอะไร จะได้แก้ใขให้ดีขึ้น จากสิ่งต่างๆที่ไม่ดี เวลาที่มนุษย์ไปถึงจุดหมายปลายทาง ในการวางได้เมื่อไหร่ อันนั้นแหละคือการหลุดพ้นเวรของมนุษย์ เป็นส่วน ส่วนจากที่เป็นเวรและเป็นกรรม สำหรับมนุษย์ของแต่ละคน เพราะฉะนั้นไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ในภูมิใด วรรณใดหรือว่าสิ่งใดก็ตาม ในสิ่งที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตรงนั้นคือธรรมะเกิด แต่ไอ้สิ่งที่ทำอยู่ประจำวันหรือว่าทุกวัน มองสิ่งต่างๆให้เรียกว่าไกล มองให้ยาวเดินทางไปเรื่อยธรรมะต่างๆไม่มีจบ แต่ชีวิตสำหรับมนุษย์เดี๋ยวก็จบลง เดี๋ยวก็สั้น เพราะฉะนั้นในสิ่งที่รู้ก็ดี หรือในสิ่งที่มนุษย์เข้าสิ่งต่างๆทั้งหลาย ที่เป็นเวรเป็นกรรม เราเข้าของเราเอง ในเมื่อเราเข้าไปแล้ว เราก็ต้องเอาออกของเราเองการถอนบ้าง การแก้บ้าง การปฏิบัติบ้าง อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น ทั้งหลายทั้งปวง มนุษย์ไม่ว่าจะมีจิตที่ดีต่างๆหรือไม่ ชาติอดีตสำหรับมนุษย์แต่ละคน เกิดเป็นหอยที่เรียกว่าคว่ำหน้าอย่างเดียว ที่เรียกว่าหอยโขงเกิดมาเป็นทุกคนแหละมนุษย์ มนุษย์ถึงเรียกว่าอะไร เวลากรวดน้ำ ในสิ่งต่างๆทั้งหลายเขาไม่รับกุศลผลบุญ เขาคว่ำด้วยปิดด้วยอยู่ตลอด มนุษย์ทุกคนก็เป็นเช่นนั้น เกิดมาเป็นหมด เป็นหอยบ้าง เป็นไอ้ที่มีพิษบ้าง ต่างๆตัวสำหรับมนุษย์ ถึงได้มีสิ่งต่างๆที่อยู่ในกายสังขาร สำหรับมนุษย์มากมาย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มนุษย์หนีเวรไม่ได้ ถ้ามนุษย์ไม่ได้แก้ในเวลานี้ แต่สิ่งที่มนุษย์ได้ คือสิ่งที่มนุษย์ได้วางได้ ได้หลุดพ้นได้ ได้เฉพาะตัว สำหรับมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นสิ่งต้างๆทุกอย่างมีทางเดินทั้งหมด มีทางออกทั้งหมด เพียงทางต่างๆที่รกรุงรัง เห็นเป็นสิ่งต่างๆที่เดิน0เรียบง่าย เพราะฉะนั้นจงวางจิตของมนุษย์ ให้ตั้งอยู่ที่เรียกว่าสายกลาง ถ้าตั้งอยู่สายกลางแล้วคือไม่เกิด ที่เป็นกรรมและเป็นเวรคือโทสะที่โทสะที่เราผจญอยู่ กับความทุกข์ผจญอยู่กับปัยหา ผจญอยู่กับเรื่อง คือในตัวของเราทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะเป็นปัญหาและเรื่องที่เราผจญอยู่ทั่วไปในกายสังขาร ตัวเราคือชาติปัจจุบันนี้ เราดับสิ่งต่างๆที่เราผจญแล้วหรือยัง เรากลบสิ่งต่างๆที่เป็นกรรมแล้วหรือยัง เราวางที่เป็นเวรต้างๆในสิ่งที่ชาติปัจจุบันนี้แล้วหรือยัง การวางทั้งหลายไม่เกิดผล แต่การแก้ทั้งหลายเกิดผล เพราะมนุษย์จะรู้สิ่งต่างๆในการวางในการปฏิบัติ ของมนุษย์ด้วยตนเอง เวลารักษาไม่ว่าจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ศีลของมนุษย์ให้เหลือข้อหนึ่ง คือให้เป็นอย่างเกลือไม่ว่าจะไปอยู่ภาคไหนก็แล้วแต่ ที่ใดก็ตาม ไม่เคยเปลี่ยนวาจาสำหรับมนุษย์ควรเป็นเหมือนเกลือด้วย จิตของมนุษย์ก็เป็นเหมือนเกลือด้วย ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ตามทุกที่ในเมื่อที่นั้นเป็นเกลือมีค่ามากมาย แต่มีอยู่อย่างที่มนุษย์เรียกว่าอะไร ที่เกลือเป็นหนอนหมายถึงอะไร มนุษย์เรียกว่าอะไร ไม่มีสิ่งใดในสิ่งเหล่านั้นที่อยู่ในที่เรียกเกลือได้มีแต่แช่ไอ้สิ่งต่างๆที่ไม่ดีสำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ให้เหม็นก็ดี ไม่ให้เน่าก็ดี แต่ไอ้สิ่งคำเปรียบเทียบสำหรับมนุษย์ มันเป็นเวรวาจา มันเป็นกรรมด้วยเพราะอะไรพูดเพราะไม่รู้ ว่าสิ่งต่างๆทั้งหลายเขารักษาศีล แต่มนุษย์เอาสรรพะสัตว์ไปเรียกว่าไปให้เขาที่เรียกว่าเกลือเป็นหนอนบ้าง เป็นอะไรบ้างสำหรับมนุษย์มันเป็นเวร เป็นเพราะอะไร เวรเพราะไม่รู้ เวรเพราะไอ้สิ่งต่างๆที่เกิดจากวาจาที่เรียกว่าพล่อย วาจาของเรา เป็นวาจาที่เรียกว่าพล่อย เพราะอะไร พูดแล้วคิดทีหลังพูดแล้วนึกทีหลัง เพราะฉะนั้นคิดก่อนพูด แล้วมนุษย์จะไม่ทุกข์เลย แล้วจะไม่ว้าวุ่นกะสิ่งต่างๆด้วย พยายามให้รู้จักตัวเราตลอดเวลา พยายามแก้ที่ตัวเรา เราไม่เคยแก้ที่ตัวเราเลย เราแก้กะวัตถุต่างๆภายนอกปะเดี๋ยวซ่อมบ้างประเดี๋ยวเปลี่ยนบ้าง แต่ตัวของเรา เราไม่เคยเอาตัวเราไปซ่อมบ้างมีแต่เอาตัวเราไปรักษา แต่ถ้าเราเอาตัวเราไปซ่อมด้วยเอาจิตของเราไปซ่อมด้วย เราก็สามารถอยู่อย่างไม่ทุกข์แต่นี่เราเอาตัวเราไปรักษา เวลาที่เราเอาสังขารไปใช้งานเขามากมาย เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามนุษย์รู้จักใช้ เหมือนวัตถุภายนอกสังขารเรา เราก็จะไม่เป็นโรคเวร หรือว่าโรคกรรมแต่นี่เราไม่รู้จักใช้ หรือว่าเราไม่รุ้จักซ่อมสังขารตัวเรา ว่าจิตของเราจะอยู่ที่ไหน สังขารเราควรจะไปตรงไหน ไม่ใช่ว่าสังขารเราจะอยู่กะเวรในสิ่งที่เรียกว่าความอยากได้ตลอดเวลา หรือว่าจิตของเราในสิ่งต่างๆ ที่เราใฝ่หาอยู่ทำให้เราเกิดกิเลสไม่รู้จักพออยู่ที่เรียกว่าตลอดเวลา เพราะฉะนั้นพยายามรักษากายสำหรับมนุษย์ ซ่อมสิ่งต่างๆที่ไม่ดีของมนุษย์ทุกคนให้ดีขึ้น ซ่อมจิตเวรต่างๆทุกอย่างที่เรานำมา ให้ไปไว้ที่ซ่อมที่อื่น ซ่อมวาจาของเราสิ่งต่างๆที่เป็นกรรมให้ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นอะไรทุกอย่าง เกิดแล้วแก้ได้หมด เพียงแต่มนุษย์ใช้ปัญญาแยกแยะต่างๆ การใช้ปัญญาสำหรับมนุษย์ คือหาแค่วัตถุภายนอกได้อย่างเดียว ไม่ได้หาในการหลุดพ้นไอ้ที่เป็นกรรมและเป็นเวรสำหรับมนุษย์เลย แต่ละชาติละภพหรือว่าแต่ละภูมิ สำหรับมนุษย์ต่างๆหรือว่าทุกคน เวลาใช้ปัญญากะภายนอก มนุษย์เหนื่อยมากมาย เพราะอะไรตะเกียกตะกายบ้างจิกบ้าง กายสังขารบ้างความคิดบ้าง สังขารทุกส่วนไปหมด แต่ถ้ามนุษย์นำทุกส่วนของกายสังขารสำหรับมนุษย์ มารักษากายสำหรับมนุษย์ มนุษย์ก็จะหลุดพ้น จากเวรการสาปแช่ง เวรวาจา เวรความคิดแล้วมนุษย์ก็จะได้สติในการแยกแยะธรรมะต่างๆทุกอย่างต่อไปในสิ่งใดเกิดแล้วแก้ในสิ่งใดที่ยังไม่เกิด ทำให้ว่างเปล่าอันนั้นคือการหลุดพ้นในชาติปัจจุบันนี้สำหรับมนุษย์ทุกคน เหมือนหน้าต่างเราเปิดหน้าต่างให้ลมเข้าเราต้องการอากาศที่ดี จิตของเรา ก็ต้องการสิ่งที่ดีดี เข้าไปไว้ในจิตของเราเหมือนกันพยายามเปิดจิต ก็เหมือนพยายามเปิดหน้าต่าง ถ้าพยายามปิดจิตในสิ่งต่างๆที่ไม่ดีที่อยู่ในกายสังขารเราพุขึ้นเป็นเวรขึ้น มีแต่สิ่งต่างๆที่ห้อมล้อมหรือว่าสิ่งที่กำลังจะสลายไปต่างๆของกายสังขาร ที่อยู่ในกายสังขารของตัวเรามากขึ้น กรรมของมนุษย์แต่ละคนไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่าหนีได้ ถ้าบุคคลคนที่เป็นกรรมไม่แก้เอง เวรของบิดามารดาครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณทั้งหลายไม่มีอะไรสามารถแก้ได้ นอกจากบุคคลคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา ครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณทั้งหลาย เขาต้องแก้ด้วยกายสังขารก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยจิตก็ดี อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น แต่สิ่งที่เราทำได้วางได้ในสิ่งต่างๆสำหรับมนุษย์ทุกคน คือไม่ยึดติดกะสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามในสิ่งที่รับรู้ รับเรื่องรับปัญหา วางแล้วแก้ไข วางจากสิ่งที่ไม่ดี ทำให้สิ่งที่ดีให้เกิดขึ้น อันนั้นแหละคือการหลุดพ้นในสิ่งที่เป็นกรรม และเป็นเวรสำหรับมนุษย์ในชาติภพภูมิสำหรับมนุษย์ต่อไป ทำไมสรรพะสัตว์ที่เป็นแมงเม่า เขารู้ว่าไฟเนี่ยร้อน แต่ทำไมเขาบินเข้าไอ้ที่ร้อนทั้งที่เวลาที่บินเข้าแล้วปีกเขาก็ร่วงบ้าง ตัวเขาก็หล่นบ้างหักบ้างถามว่าเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะเหมือนอย่างที่มนุษย์เป็น เห็นสิ่งต่างที่ไม่ดีว่าดีเหมือนแมงเม่ารู้ว่าไฟที่มนุษย์เห็นเขามาเล่นไฟมันไม่ใช่การเล่นคือสิ่งต่างๆ ไม่เกิดในการตาย แต่ยิ่งในสิ่งเหล่านั้น มันเป็นสิ่งที่เขามาเล่นแล้วก็ปีกหักบ้างตายบ้าง เพราะการตายของสรรพะสัตว์เหล่านั้น เขาต้องมาตาย ณ ที่นี้ คือเป็นเวรกับไฟ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศหรือไม่ เพราะฉะนั้นเหมือนมนุษย์ทุกคน ต้องมาตายกับความทุกข์ ต้องมาตายกับความวิตกกังวล ต้องมาตายกับเรื่องทั้งหลาย ปัญหาทั้งหลายตายด้วยจิตไม่ใช่ตายด้วยกาย แต่แมงเม่าในสิ่งที่ตายเขาตายเพราะสังขาร คือเป็นเวรถึงต้องตาย แต่ส่วนตัวสำหรับมนุษย์ ตายเพราะจิตจิตตายด้านตายจากที่เรียกว่า ไม่รับรู้สิ่งต่างๆ อันนั้นแหละคือวิธีแก้ และคือการแก้ไขสำหรับมนุษย์ต่างๆที่ดีขึ้น แล้วก็ให้เกิดสิ่งต่างๆในจิตสำหรับมนุษย์ด้วย หลวงพ่อถามว่าปลาในเมื่อสิ่งที่ตายเพราะ ปลาหมอตายเพราะอะไร (ตายเพราะปาก) เพราะอะไร เพราะการอยากกินต่างๆต้องมาฮุบเหยื่อบ้าง มนุษย์ก็เหมือนกัน เขาเอาเหยื่อล่อหน่อย มนุษย์ก็ไปฮุบแล้ว แล้วไปตายเพราะปากอยู่ดีแหละ เพราะฉะนั้นอย่าเป็นอย่างปลาหมอ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศหรือไม่ ไม่ว่าเขาจะเอาเหยื่ออะไรมาป้อนก็ดี เอาสิ่งใดอะไรมาให้ก็ดี อย่าไปยึด เหยื่อที่เขาเรียกว่า เหยื่อเวรนะมนุษย์ ใช้เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ อันนี้เข้าใจที่หลวงพ่อเทศหรือไม่ พยายามอยู่อย่างกระเสือกกะสน อย่าพยายามอยู่อย่างสะดวกสะบาย ถ้าอยู่อย่างสะดวกสะบายก็ทุกข์จนวันตาย แต่ถ้าอยู่อย่างกะเสือกกะสน การดิ้นรนต่างๆก็ถึงจุดหมายปลายทาง เหมือนมนุษย์ลำบากมาตั้งแต่เกิด จนถึงขณะนี้ยังไม่เลิกลำบากเลย เพราะอะไรต้องการอยู่สบาย มันถึงได้ลำบากอย่างนี้ แต่ถ้าเราอยู่อย่างกะเสือกกะสนต่างๆ เราอยู่ตรงไหนก็ได้ ถึงจุดหมายปลายทางทุกที่ อันนี้แหละความสุขของมนุษย์ คือการวางการละจากเวรทั้งหลาย เพราะฉะนั้นไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่าการแลกเปลี่ยนมีแต่สิ่งที่อยู่ในจิตสำหรับมนุษย์ วางเมื่อไหร่หลุดพ้นเมื่อนั้น ไม่มีวัตถุอะไรมาแลกเปลี่ยนได้ นอกจากความว่างเปล่า เอาความว่างเปล่าในสิ่งต่างๆ ที่เป็นลมให้อยู่ในจิตของเราทุกขณะ ลมอยู่ภายนอก เรายังรู้จักเย็นแต่ถ้าลมภายในจิตแล้ว สามารถเย็นมากกว่าลมภายนอกมากมาย บุคคลใดอยู่ใกล้ที่มีลมที่อยู่ในจิตก็สามารถอยู่ได้เย็นด้วย อยู่แล้วอยากอยู่ด้วย เพราะอะไร ลมในจิตมีแต่ความเย็น ลมภายนอกก็เย็น แต่นี่ลมภายนอกเย็นพัดเท่าไหร่ก็เย็น แต่ลมภายจิตของเราคุกรุ่นอยู่ตลอดใครเข้าใกล้ก็ร้อนเหมือนดั่งไฟ ในเมื่อใครเข้าใกล้ในสิ่งเหล่านี้ เขาก็อย่ากหลุดพ้นอยากหนีออกเพราะอะไร เข้าใกล้แล้วก็ร้อน เพราะฉะนั้นจำสิ่งต่างๆที่หลวงพ่อเทศน์กะมนุษย์วันนี้ให้ดี พยายามแก้ใขพยายามปรับปรุง พยายามเปลี่ยนแปลงมันไม่เกินความสามารถสำหรับมนุษย์ ถ้ามนุษย์ต้องการสิ่งที่เรียกว่าหลุดพ้น แต่ถ้ามนุษย์ต้องการเวร มนุษย์ก็ทำเหมือนเดิม พอให้ปรับปรุงก็ยังเหมือนเดิม แก้ไขก็ยังเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่ชั้นเดิม แต่ถ้ามนุษย์ปรับปรุงใหม่ แก้ไขใหม่เปลี่ยนใหม่มนุษย์ก็จะขึ้นภูมิไปอีกภูมิหนึ่ง เพราะฉะนั้นมนุษย์จะอยู่ภูมิล่างที่มีแต่ความทุกข์ที่มีแต่กรรมหรือว่าเวร หรือว่ามนุษย์จะอยู่อีกภูมิหนึ่งที่อยู่สูงที่ทำให้มนุษย์ได้วางได้แก้ไขได้หรือปฏิบัติได้ หรือได้หลุดพ้นต่างๆทุกอย่าง ในสิ่งที่เกิดอยู่เป็นอยู่ในสิ่งที่มีในจิตของเราเอาแค่ตัวเรา เราจะให้บุคคลอื่นเหมือนอย่างตัวเราในการวางก็ดีในการหลุดพ้นก็ดีอันนี้ไม่ได้ เราจะบังคับให้สังขารของตัวเราทุกคนเติบโตเท่ากันสูงต่ำเท่ากันไม่มีอ้วนไม่มีผอม ไม่มีมาก ไม่มีน้อยอะไรที่บังคับได้ไม่มีสิ่งใดบังคับได้ เพราะฉะนั้นในสิ่งเหล่านี้ สำหรับมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นวาจาก็ดีจิตก็ดี หรือการกระทำต่างๆสำหรับมนุษย์ก็ดี ภายนอกควรวาง เอาแต่สิ่งต่างๆทั้งหลายที่ดี ทำจิตของเราให้หลุดพ้นให้ได้ วางให้ได้แล้วเราก็จะถึงจุดหมายปลายทางด้วยความว่างเปล่า คือจุดหมายปลายทาง จงรับสิ่งต่างๆทุกอย่างให้ได้ รับแล้ววางทำแล้ววาง อันนั้นแหละคือการหลุดพ้น ไม่ว่าในชาติปัจจุบันนี้ หรือว่าวันนี้ เวลานี้ก็ตาม เรื่องใดเกิดรู้แล้ว รู้แล้ววาง เวลาวาจาสำหรับมนุษย์เขาเรียกว่าอะไร เอาพิมเสนก็ดี แลกกับอะไร (เกลือ) เพราะอะไร เพราะสีคล้ายกัน แต่ในสิ่งเหล่านั้น ไม่มีอะไรแลกเปลี่ยน ซึ่งกันและกันได้เลยในสิ่งที่เป็นเกลือเขาก็รักษาของเขาอย่างนั้น ไอ้ที่เป็นพิมเสนต่างๆเขาก็รักษาสิ่งที่เขาเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะแลกเกลือให้เป็นพิมเสนหรือให้เอาพิมเสนไปแลกให้เป็นเกลือ ถามว่าเขายอมแลกไหม เหมือนจิตของเรา ในจิตต่างๆที่ไม่ดีของเรา เราเปลี่ยนได้ เราหาทางแก้ไขได้ เราพยายามวางได้ แล้วมนุษย์แต่ละคน การปฏิบัติได้ ก็คือจุดหมายปลายทางที่สูงสุดในชีวิตสำหรับมนุษย์แต่ในสิ่งที่มนุษยืได้รู้ก็ดี ทำก็ดีหรือได้วางก็ดี การมีค่าคือตัวเรา วางได้แก้ได้ปฏิบัติได้การหลุดพ้นคือสิ่งที่เราได้ปฏิบัติ คือการหลุดพ้นมันไม่ใช่ผ่านวันเดียวทำครั้งเดียวการค่อยเรียนรู้ต่างๆทุกอย่าง เหมือนการเติบโตของกายสังขาร ตัวเราการเติบโตสังขารของตัวเรา เราก็อาศัยการเรียนรู้บ้างประสบการณ์บ้างทำให้ชีวิตสำหรับมนุษย์แกร่งคือภายนอก แต่ในธรรมะที่หลวงพ่อให้แก่มนุษย์ในวันนี้ ก็คือการวางได้การแก้ได้ การหลุดพ้นในชาติภพภูมิต่างๆสำหรับมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม แม้แต่เหื่อก็ดี ใครก็ดีที่อยู่ในกายสังขารเรา เราก็เรียกว่าจิตวิญญาณต่างๆที่เป็นกรรมที่เป็นเวร เวลาที่ออกมาแล้ว เวรทั้งหลายออก กรรมทั้งหลายออกแต่มนุษย์เรียกว่าดี เหื่อออกก็ดีหรือที่เป็นขี้ใครออกก็ดี มนุษย์ดีหมด ถามว่าอันนั้นคือเป็นกรรมและเป็นเวรของตัวเรา การวางการแก้การทำการปฏิบัติของสิ่งต่างๆสำหรับที่เรียกว่าพื้นของมนุษย์ที่อยู่โลกของมนุษย์ การมีหน้าที่ต่างๆสำหรับมนุษย์ เพียงให้มนุษย์มีที่เรียกว่าเป็นที่ยึด มีหลักต่างๆของทุกอย่างในการวาง ในการทำหรือว่าในการหลุดพ้นไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดก็ตาม เกิดแล้วแก้ เกิดแล้วแก้ เกิดแล้ววาง หลุดพ้นเมื่อไหร่แล้วอันนั้นแหละคือความว่างเปล่า ของจิตของเรา เพราะฉะนั้นธรรมะในวันนี้ ที่หลวงพ่อเทศมาถามว่ามนุษย์ได้อะไรบ้าง การวางด้วยจิต การมีสติ การหลุดพ้นต่างๆทุกอย่างมนุษย์ทุกคนได้ทำ การเปลี่ยนแปลงการแก้ไข หรือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนได้ทำกันที่เรียกว่าการกระทำแต่ละบุคคล (หลวงพ่อให้มนุษย์ทุกคนที่มาฟังธรรมได้ปฏิบัติด้วยคือให้ทำเดี๋ยวนั้นเลยคือการถอนเวรถอนกรรมในวาจาในจิตของแต่ละคนให้ถอนเรียงทีละคนซึ่งไม่ได้เขียนถ่ายทอดไว้ในนี้ เพราะฉะนั้นธรรมะต่างๆที่ได้เขียนบันทึกไว้ ณ ที่นี้ไม่ละเอียดเหมือนเราฟังจากที่หลวงพ่อเทศโดยตรง) ในวันนี้ก็ขอให้จำไปแก้ ไปปรับปรุง ตัวเราจิตเราทุกคน เราต้องทำด้วยตัวเราอย่ารับเวรของคนอื่น อย่าเอาคนอื่นมาทำให้เราทุกข์ โดยที่เรียกว่าเรายังยึดติด เราไปยึดติดกับสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ แต่เราวางสามารถทำให้จิตต่างๆที่ดีของเรา เกิดขึ้นเต็มจิตจิตเวรของเราก็ไม่เกิด จิตกรรมก็ไม่เกิด มนุษย์ยังมีจิตหาเรื่องอยู่ จิตที่ทุกข์อยู่จิตที่ยังวางไม่ได้อยู่ จิตใดที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็ให้มนุษย์ถอนทีละอย่าง ให้มันหลุดพ้นไป จากสิ่งต่างๆที่ไม่ได้ ที่เราสะสมมา เพราะฉะนั้นธรรมะในวันนี้ก็ดี ขอให้มนุษย์ทุกคนวางได้ ขอให้หลุดพ้นเวรทั้งหลายขอให้หลุดพ้นเรื่องทั้งหลาย ขอให้หลุดพ้นกรรมทั้งหลาย ขอให้หลุดพ้นปัญหาทั้งหลาย ตั้งแต่ปัจจุบันชาตินี้ เป็นต้นไปเทอญ
สุดท้ายในการให้พรของหลวงพ่อ หลวงพ่อให้เราหลุดพ้นสิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลาย คือเมื่อเราฟังแล้วนำไปวาง นำไปแก้นำไปปฏิบัตินำไปทำให้ได้ หลวงพ่อคอยเป็นกำลังใจให้แก่เราด้วย คือให้เรารู้ว่าถ้าเราวางเราแก้สิ่งต่างๆที่ไม่ดีที่เป็นเวรที่เป็นกรรมของเราได้ เราก็สามารถหลุดพ้นในชาติปัจจุบันนี้ได้โดยที่ไม่ต้องคอยชาติหน้า หรือชาติต่อไป
ธรรมที่จะเขียนต่อไปนี้หลวงพ่อเทศน์เมื่อปี 2544 เสาร์ที่ 12 พ.ค มีแม่ค้าพาบุตรชายลูกสะใภ้มาด้วย แม่ค้าผู้นี้เป็นผู้ปฏิบัติธรรมอยู่ เมื่อมาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อจึงได้เทศนาธรรมโปรด แต่แม่ค้านั้นว่าในการปฏิบัติอยู่ เราจะทำอย่างไรกับสิ่งต่างๆแก้อย่างไร กับเวรกับกรรมของตัวเราเมื่อผู้ใดได้อ่านแล้วจงเก็บมาพิจารณากับตัวของเราเมื่อผู้ใดได้อ่านแล้วจงเก็บมาพิจารณากับตัวของเราว่าสิ่งไหนที่เราเกิดอยู่เป็นอยู่จะแก้อย่างไร มีประโยชน์มากเมื่อได้อ่านแล้วเข้าใจแล้วก็ลองทำดูปฏิบัติดูว่าจะจริงหรือไม่จริงจะได้ผลหรือไม่อย่างไร
ภายนอกกายสังขารสำหรับมนุษย์วาจาก็ดีสิ่งต่างๆทั้งหลายเป็นเพียงภายนอกในคำพูดสำหรับมนุษย์ทั้งหมด แต่สิ่งที่มนุษย์ทำมาตลอดคือแค่ความสบายใจไม่ว่าจะสิ่งใดก็ตาม ในสิ่งที่มนุษย์ทำ เพี่อความสบายใจในสิ่งที่เรียกว่าเข้าถึงจิตที่มันเลยจากใจมนุษย์ต่างๆทุกอย่าง แต่ในสิ่งที่มนุษย์ได้ละก็ดี ได้วางก็ดีปัญหาทั้งหลายเรื่องทั้งหลายอันนั้นแหละคือการวาง การถอนวาจาที่เป็นเวรทั้งหลายเป็นกรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุตรเราก็ดี ในการด่าในการว่าและมีเจตนาและไม่เจตนาก็เป็นเวร กายสังขารเป็นบุตรของเรา แต่จิตวิญญาณที่เป็นกายสังขารคือเจ้ากรรมนายเวรอดีตชาติภพภูมิต่างๆ เราถึงได้ทุกข์กะกายสังขารที่เป็นบุตรของเรามากมาย อันนั้นแหละคือการใช้เวรทั้งอดีตภพภูมิต่างๆสำหรับมนุษย์ทุกคน เพราะฉะนั้นให้ตั้งนะโม 3 จบ พร้อมกันเมื่อตั้งเสร็จแล้วใก้เอ่ยว่า
พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อนามสกุล นิพนธ์ ฆวีวงษ์ ขอถอนอารมณ์ที่ขุ่นมัวทั้งหลาย วาจาที่เป็นเวรทั้งหลาย สิ่งที่ก้าวร้าวทั้งหลายทั้งอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ข้าพเจ้าขอถอน ขอขมาทั้งหมดทั้งสิน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ
การแก้ของทุกคนในปัจจุบันสิ่งที่มนุษย์ทำมาตลอดระยะเวลาที่มนุษย์มีภายนอก เขาเรียกว่าใช้ปัญญาไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าบุญ สิ่งที่เรียกว่าบุญสำหรับมนุษย์ทุกคน คือการวางได้ การหลุดพ้นสิ่งต่างๆที่เป็นเวรคือในจิตของตัวเรา คือเราไม่หลงกะเวรเหล่านั้นเราไม่หลงกะกรรมเหล่านั้นอันนั้นแหละเรียกว่าบุญ แต่ในสิ่งต่างๆสำหรับมนุษย์ทุกคนที่ยังหลงอยู่คือวัตถุภายนอกในสิ่งที่เป็นวัตถุภายนอก สำหรับมนุษย์ทุกคน แม้แต่เกิดมาทุกคนก็ยังมีความลุ่มหลงอยู่หลงเกียร์ติ หลงยศหลงตำแหน่งในสิ่งที่มนุษย์ลุ่มหลงอยู่เป็นเวรทั้งหมด หลงในทรัพย์สินต่างๆทุกอย่างที่เรามี ในส่วนเหล่านี้ แก้ให้มนุษย์ได้ แต่ถ้าหลงตัวเองแล้วไม่มีใครสามารถแก้ให้ในสิ่งที่เราหลงตัวเองได้ เหมือนสิ่งที่มนุษย์เป็นอยู่ ภายในกายสังขารของบุคคลอื่นทุกสิ่งทุกอย่าง ภายนอกเราเห็นหมดแต่ในสิ่งที่เป็นเวรที่อยู่ในจิตของตัวเรา ในสิ่งต่างๆทุกอย่างไม่สามารถนำมาให้บุคคบอื่นเห็นได้ แต่สิ่งที่เรียกว่า การกระทำต่างๆทุกอย่าง ของสิ่งที่เป็นมนุษย์ทั้งหลายทั้งอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี ถ้ามนุษย์ตัดความลุ่มหลงต่างๆ อันนั้นแหละคือบุญสำหรับมนุษย์ทุกคนแต่ในสิ่งที่เรียกว่าบุญสำหรับมนุษย์ทุกคน มนุษย์ก็วางได้แค่วาจา ในสิ่งที่ทำคือแค่สบายใจ การทำมาแล้วคือความสบายใจสำหรับมนุษย์ได้แค่ตรงนี้แต่สิ่งที่เรียกว่าหลุดพ้น คือจิตวิญญาณที่อยู่ในกายสังขารของตัวเรา จิตวิญญาณที่อยู่ในกายสังขารของตัวเราในสิ่งต่างๆมีมากมาย การแก้เวรแก้กรรมสำหรับมนุษย์แต่ละคนถามว่าทั้งชีวิต มนุษย์ดูแต่ภายนอก แต่ตัวของแต่ละคนที่เป็นมนุษย์ทั้งหลาย เคยใส่บาตรให้ตัวเองหรือไม่ ที่เรียกว่าจิตวิญญาณต่างๆที่อยู่ในกายสังขารของมนุษย์ที่เวลาที่มนุษย์ยึดภายนอกต่างๆทุกอย่างแต่ละที่เจ้าที่บ้าง ศาลพระภูมิบ้าง ทำบุญให้ที่อยู่อาศัยบ้างอันนี้คือภายนอก แต่ในสิ่งที่อยู่ในกายสังขารของตัวเรา มนุษย์เคยทำบุญให้จิตวิญญาณที่อยู่ในกายสังขารของมนุษย์บ้างหรือไม่ ทุกคนได้แต่สิ่งที่เรียกว่าเลยไป ได้แต่ซ่อมแซมที่เป็นบ้านของบุคคลอื่น ส่วนที่เป็นบ้านของเราคือกายสังขารของตัวเราเวลาทุกข์เวลาเจ็บ มนุษย์ใช้วาจาการบ่นการว่าทั้งหลาย อันนั้นแหละคือที่เรียกว่าเวร เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม สำหรับมนุษย์ทุกคน การแก้การวาง การปฏิบัติ การหลุดพ้นต่างๆทุกอย่าง ในเมื่อมนุษย์ละวาจาได้ ละกิเลศได้ ละความขุ่นมัวได้ อันนั้นแหละคือการหลุดพ้นในปัจจุบัน ของมนุษย์ทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นสมัยไหนก็ตาม ที่มนุษย์เรียกว่ารับช่วง จากสิ่งที่เป็นเวรและเป็นกรรม เหมือนที่บรรพบุรุษของมนุษย์เขาให้ไว้ไอ้ที่ปวดไอ้ที่เมื่อยก็ไม่เอาไปด้วยให้รุ่นหลัง ในสิ่งที่เป็นสังขารก็ให้รุ่นหลัง ในสิ่งที่แก่เฒ่าก็ดี แต่ในสิ่งที่มีสำหรับมนุษย์ต่างๆทุกอย่างมนุษย์ให้สิ่งที่มนุษย์มีเวรและมีกรรม ได้หลุดพ้นไปจากจิตสำหรับมนุษย์ไม่ได้ เรื่องสิ่งที่ผ่านมาแล้วสำหรับมนุษย์ ความทุกข์ยาก ความลำบาก ความเหนื่อยความอดออมต่างๆทุกอย่าง มนุษย์จำฝังจิตจนถึงขณะนี้วาจาสำหรับมนุษย์ก็ยังพูดอยู่ถึงความทุกข์ยากอย่างไร เหนื่อยยากอย่างไร ทำไว้ให้ใคร ในสิ่งที่มนุษย์ทำไว้ให้ทั้งหมดภายนอก ส่วนไอ้ที่เป็นกรรมเป็นเวรของตัวเรา ใครจะใช้หนี้เวรหนี้กรรม ในสิ่งที่ตัวเราสร้างใว้ทำไว้ ทรัพย์สมบัติต่างๆทุกอย่าง ภายนอกเราให้เขาหมด แต่สิ่งที่เป็นเวรและกรรมของตัวเราไม่มีบุคคลใด ใช้หนี้เวรหนี้กรรมนอกจากตัวเรา จะต้องแก้ในปัจจุบันชาตินี้ ในสิ่งที่มนุษย์ได้ทำทุกสิ่งทุกอย่าง (หลวงพ่อถามผู้มีอายุขัยอารมณ์ขุ่นมัวก็ดี วาจาทั้งหลายทุกสิ่งทุกอย่าง การรื้อฟื้นถามว่าเมื่อไหร่จะเลิก ถามว่ากายสังขาร ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ก็ดี หรือว่าเป็นผู้หญิงก็ดีผู้ชายก็ดี อารมณ์ขุ่นมัวโทสะ ทุกคนนำมาหมด แล้วตัวของมนุษย์อายุของมนุษย์ ถามว่าอายุของมนุษย์ ถามว่าอายุขัยเท่าไหร่ ถามว่าเลิกอารมณ์ที่ขุ่นมัวหรือยัง (พยายามเลิก) พยายามในสิ่งที่มนุษย์พูดคือแค่ระงับ แต่ไม่ได้ในการหลุดพ้น แต่สิ่งที่มนุษย์แก้ต่างๆทุกอย่าง มนุษย์ใส่บาตรให้แก่เรื่องและปัญหา ใส่บาตรให้แก่ความวิตกกังวล ใส่บาตรให้แต่บุตรที่เป็นเวร และกรรมอันนั้นแหละคือการแก้ของมนุษย์ การใช้วาจาต่างๆทุกอย่าง หลวงพ่อถามมนุษย์ว่าคำว่ามือถือสากปากถือศีลหมายถึงอะไร (มีมนุษย์ตอบว่าหมายถึงเวลาพูดปากกับใจไปไม่ตรงกัน) หมายถึงเวลาที่เราปฏิบัติอยู่กายของเราถือศีล แต่วาจาของเราสร้างเวร เอาเรื่องหรือว่าของบุคคลอื่นทุกอย่างไม่ใช่เรื่องของเรา เอาเรื่องของบุคคลภายนอกมาพูดในขณะที่เราถือศีล อันนี้เขาเรียกว่ามือถือสาก ปากถือศีล สิ่งที่เรียกว่าเป็นมีดที่เรียกว่าสองคม คือวาจาในสิ่งต่างๆทุกอย่าง ขณะที่สมาธิเกิดในสิ่งต่างๆของทุกคน การมีสมาธินั่งก็เป็นสมาธิกายยืนก็เป็นสมาธิ การทำงานก็เป็นสมาธิ การทำงานก็เป็นสมาธิ ทุกอิริยาบทสำหรับมนุษย์คือสมาธิ ไม่ใช่นั่งสมาธิแล้วจิตไม่ได้อยู่ในกายสังขารอันนั้น เขาเรียกว่าทำให้กายสังขารทุกข์เฉยๆ แต่นิ่งที่เรียกว่าสมาธิคือทุกอริยาบทไม่ว่าจะกินจะนอนจะนั่งจะเดิน ในสิ่งต่างๆทุกอย่างไม่ว่าบุคคลอื่น ไม่ว่าเขาจะดีหรือไม่ดีในสิ่งที่เรียกว่า ดีกะไม่ดี ในสิ่งที่เขาไม่ดีคือช่วยให้เขามีสติคือสอนได้ แต่ในสิ่งต่างๆสำหรับมนุษย์ผู้มีอายุขัย เลิกโทสะหรือยัง ถามว่าเลิกโทสะหรือยัง (ตอบพยายามทำความเพียรอยู่) เพราะฉะนั้นมนุษย์เพียรมาตั้งนานแล้วไม่เห็นเลิกเสียทีมนุษย์ได้แต่ใช้วาจา แต่มนุษย์ไม่ได้ใช้การกระทำ มนุษย์ใช้การกระทำคือเอาผลบุญให้โทสะของข้าพเจ้า เวลาโทสะเกิดแล้วรื้อฟื้นทั้งหมดเลยนะเนี่ย เรื่องมีเท่าไหร่ ปัญหามีเท่าไหร่ เสียไปเท่าไหร่ ทุกอย่างรื้อฟื้นหมด ถามว่าเมื่อไหร่จะเลิก (ตอบกำลังเพียรอยู่) เพราะฉะนั้นเพียรเท่าไหร่ ไม่สำเร็จหรอกมนุษย์ เพราะมนุษย์วางแล้วเดี๋ยวมนุษย์ก็หยิบขึ้นมาใช้ใหม่ ไหนเมื่อเรื่องและปัญหาเกิด มนุษย์วางว่าสิ่งต่างๆทุกอย่าง ไอ้ที่เป็นกรรมและเวรทั้งอดีตและปัจจุบัน เราใส่บาตรให้แก่เรื่องอันนั้นหรือยัง เราใส่บาตรให้แก่เจ้าหนี้ของเราแล้วหรือยัง สิ่งที่เรียกว่าเจ้าหนี้ของเรา คือเจ้าหนี้ที่เป็นเวรทั้งหลาย เป็นกรรมทั้งหลาย ทำได้เท่าไหร่เราก็ไปให้เจ้าหนี้หมด ถามว่าเจ้าหนี้คือใคร เจ้าหนี้คือบุตรของเรา อันนั้นแหละมนุษย์ใส่บาตรให้เขาหรือยังอันนี้ก็ยัง ถ้ามนุษย์ใช้ความเพียรพยายามทำต่อ เหมือนในสิ่งที่มนุษย์ทำ แม้แต่ในชาติปัจจุบันมนุษย์ก็ทำไม่สำเร็จเพราะอะไร ใช้แค่สิ่งที่ระงับ ในสิ่งที่ทำในเวลาที่มนุษย์จะสำเร็จได้ ต่อความเพียรต่างๆ มนุษย์ต้องใส่บาตรให้ด้วย สวดมนต์ให้ด้วย ขอบุญก็ดีขอบารมีก็ดีจึงได้แต่บุตรของข้าพเจ้า อันนี้ต่างหากคือสิ่งที่แก้ เพราะฉะนั้นในสิ่งต่างๆของทุกคนที่มี ที่เรียกว่าทรัพย์สมบัติคือเกิดจากปัญญาไม่ได้เกิดจากบุญ ถ้าเกิดจากบุญคือการละได้ วางได้ปฏิบัติได้อันนั้นแหละที่เรียกว่าบุญไม่ใช่ในสิ่งที่มนุษย์เห็นเขามีในสิ่งต่างๆทุกอย่าง บุญนะที่ยังมีอยู่ที่ร่ำรวยอยู่ ถามว่าที่รวยแล้วหายทุกข์ไหม ไม่หายหรือที่จนที่ไม่มีทุกข์ไหมก็ยังทุกข์เหมือนกัน แต่ค้นหาทางหลุดพ้นต่างๆที่เกิดในปัจจุบันนี้ได้อย่างไรคือวางสิ่งต่างๆที่เป็นตัวทุกข์ของเรา เราควรให้เจ้าหนี้ของเราด้วยอะไร ด้วยกุศลผลบุญต่างๆทุกอย่าง อันนั้นแหละคือการแก้ เพราะฉะนั้น แม้แต่น้ำหยดเดียวยังสามารถรักษาชีวิตคนได้ แต่ในสิ่งที่มนุษย์ทำ ไม่ใช่แค่บำรุงต่างๆตามพุทธศาสนาก็ดี ตามโบสตามวัดอันนี้ภายนอก มนุษย์ทำถูก คืออยู่ในภายนอก สำหรับมนุษย์ทุกคนแต่ไอ้สิ่งที่อยู่ในจิตของตัวเรา ในสิ่งต่างๆทุกอย่างเมื่อไหร่จะหลุดพ้นซะที ไอ้สิ่งที่มนุษย์ได้ปฏิบัติใช้ความเพียรพยายามคือให้หลุดพ้นจากกิเลสในจิตของตัวเรา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม เพราะฉะนั้ในสิ่งต่างๆสำหรับมนุษย์ มนุษย์ผู้มีอายุขัยเจออะไรก็ไหว้หมด ตามศาลต่างๆทุกอย่างถามว่าเพราะอะไร ตามศาลที่เรียกว่าศาล เพราะอะไรไหว้เพราะในสิ่งที่มนุษย์คือยึดจิตวิญญาณ มนุษย์ไหว้จิตวิญญาณอันนั้นเขาทำบุญหรือเปล่า ไอ้สิ่งที่ทำเราดีแล้วเจริญคือตัวเราไม่ใช่มนุษย์ให้จิตวิญญาณเหล่านั้นช่วยจิตวิญญาณเหล่านั้นในสิ่งที่มนุษย์ยึด เขาช่วยเหลือมนุษย์ไม่ได้ เพราะสิ่งที่ในกายของมนุษย์คือการช่วยเหลือเพราะอะไรกายสังขารสำหรับมนุษย์ทำ มนุษย์ใช้ปัญญาสิ่งต่างๆถึงเกิดในเมื่อมนุษย์เกิดสิ่งที่เรียกว่าภูมิปัญญา แต่ส่วนที่เป็นเวรและเป็นกรรมในส่วนเหล่านั้นก็เกิดตามมาด้วย แม้แต่ในสิ่งต่างๆสำหรับมนุษย์ จะยึดแค่หน้าที่ ของสิ่งที่มนุษย์ทำงานต่างๆทุกอย่างก็ตาม เพราะฉะนั้นถอนสิ่งต่างๆที่มนุษย์ไหว้ซะ ที่เป็นจิตวิญญาณทั้งหลาย การบนบานสานกล่าวของมนุษย์เมื่อไหร่จะเลิกทำ ถามว่าเมื่อไหร่จะเลิกทำกันการบนบานสานกล่าวของมนุษย์เมื่อไหร่จะเลิกทำ ถามว่าเมื่อไหร่จะเลิกทำกัน เพราะมนุษย์ไปไหว้จิตวิญญาณไม่มีประโยชน์หรอกมนุษย์มีแต่เข้าตัว เพราะฉะนั้นให้ถอนกันซะที่ไปไหว้จิตวิญญาณต่างๆทุกอย่างทั้งหมด แม้แต่อาหารไม่ดีก็ยังบ่นเลยนะเนี่ย กินไปบ่นไปด้วยวาจาที่กินไม่ใช้ใช้อะไรวาจา กินไม่เรียกว่ากิน เขาเรียกว่าอะไร ที่มนุษย์ใช้เวลาเกิดอารมณ์และโทสะ หลวงพ่อให้มนุษย์ที่มาฟังธรรมให้ถอนการไหว้จิตวิญญาณการบนบานสานกล่าว การใช้วาจาต่างๆที่เวลาโทสะเกิด การด่าการว่าการแช่ง ต่างๆทุกอย่างคือถอนเอาสิ่งที่ไม่ดีที่ติดจิตติดวาจา เพราะสิ่งต่างๆไม่เป็นมงคลกับตัวของมนุษย์เอง ให้มนุษย์จุดธูปแล้วตั้งนะโม 3 จบ พร้อมกัน การถอนการขออโหสิเวรสิ่งต่างๆที่ทำไว้พูดไว้ด่าไว้ ก็อยู่ในข้อของการปฏิบัติให้หลุดพ้นเวรและกรรม ของตัวเราคือมรรคมีองค์แปด ข้าพเจ้านายนิพนธ์ ฆวีวงษ์ ขอถอนการด่า การว่าการแช่งในสิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอถอนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แม้แต่การเอาเท้าเขี่ยของต่างๆก็ไม่สมควรทำ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ สำหรับมนุษย์ทุกคนสิ่งที่ดีรับหมด สิ่งที่ไม่ดีก็ถอนออกให้หมด เอาเก็บไว้ทำไม (หลวงพ่อถามผู้มีอายุขัย) ผู้มีอายุขัย วาจาเขาเรียกว่าสามหาวเพราะอะไรพูดโผงผาง เวลาว่าว่าเลย ผู้มีอายุขัยเมื่อไหร่จะเลิกเป็นอย่างนั้นเสียที ตอนที่มนุษย์โผงผางสวนเลยว่าเลย มันไม่ดีแก่ตนเอง ใช้สติสอนว่าเวลาในสิ่งต่างๆ ของบุคคลที่ในสิ่งที่ไม่ดีเราสอน ไม่ใช่ด่าไม่ใช่ว่าต่างๆทุกอย่าง มันเป็นเวรนะมนุษย์ ทำอย่างที่หลวงพ่อให้แก้ มนุษย์ทำก่อนในสิ่งที่หลวงพ่อเทศน์ ไม่ได้ให้มนุษย์เชื่อ แต่ให้มนุษย์ได้ทำแล้วหลุดพ้นด้วยจิต ด้วยวาจาแล้วก็ด้วยกายของมนุษย์ทุกคน ไม่มีใครที่ดีมาตั้งแต่เกิด แต่สิ่งที่มนุษย์รู้ แล้วแก้ รู้แล้ว หลุดพ้น สิ่งที่ทำอันนั้นแหละคือสิ่งที่มนุษย์ได้ปฏิบัติด้วยตนเอง
ธรรมะต่างๆที่หลวงพ่อเทศนาธรรมไว้มีอีกมาก หลวงพ่อจะโปรดกับมนุษย์ทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลาย จิตวิญญาณทั้งหลาย ด้วยจิตเมตตาที่สูง หลวงพ่อปฏิบัติได้ วางได้ หลุดพ้นจากสิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลาย มีความโลภ ความโกธร ความหลง ความงมงายต่างๆหลวงพ่อท่านหลุดพ้นด้วยจิตไม่ยึดติดกะสิ่งต่างๆ สิ่งที่ดี และไม่ดีมีแต่ความว่างเปล่าอยู่ในจิต ตลอดเวลาหลวงพ่อเทศนาว่าเมื่อรู้แล้ววาง จิตรับรู้ไม่ยินดีหรือยินร้ายต่อสิ่งที่รู้ มองเห็นเป็นธรรมะที่หลวงพ่อท่านปฏิบัติได้มาด้วยปัญญา เป็นธรรมดากะสิ่งที่เป็นปัญหาของมนุษย์ สรรพสัตว์หรือจิตวิญญาณต่างๆหลวงพ่อจะมีเมตตาแนะแนวทางในการหลุดพ้นเวรทั้งหลายกรรมทั้งหลายของทุกคน แล้วทุกคนก็นำคำสอนคำแนะแนวทางของหลวงพ่อ เอาไปปฏิบัติเอาไปวางเอาไปแก้ กะสิ่งที่เป็นเวรทั้งหลาย กรรมทั้งหลาย หลวงพ่อรู้ทางที่จะไปให้ถึงสิ่งต่างๆในการแก้ ว่าควรจะทำอย่างไร แก้อย่างไรเดินไปทางไหนไปด้วยอะไร หลุดพ้นในวัฏจักรอย่างไร ทีนี้พวกเราเป็นปุถุชนเรารับรู้กะสิ่งที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายท่านอุบัติขึ้น คือเกิดขึ้นในโลกนี้เมื่อ 2548 ปีที่แล้วหรืออาจจะมากกว่า ซึ่งก็เป็นเวลานานมากแล้วทุกคนได้แต่สงสัยว่า พระอริยะเจ้าท่านบรรลุธรรมขั้นสุงสุดคือ คำว่าปรินิพพานหมายถึงอย่างไร ปฏิบัติอย่างไรถึงจะไปถึงชื่อปรินิพพาน ที่ทุกคนปรารถนาบางคนก็ตั้งจิตอธิฐานขอให้ไปเกิดในสมัยพระศรีอานบ้าง จะเกิดต่อไปชาติหน้าก็ขอให้พบพระพุทธเจ้าบ้าง ขอกันต่างๆนาๆแล้วแต่จะขอกันไป แต่ในปัจจุบันนี้คือ พ.ศ 2540 จนถึง พ.ศ 2548 ข้าพเจ้าได้เห็นมากะตา ฟังมากะหูว่า ธรรมะของพระอริยะเจ้าได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อข้าพเจ้าได้ลองปฏิบัติตามคำแนะนำที่มีอยู่ในคำเทศนาๆต่างๆของหลวงพ่อ ธรรมะอันนั้นใช่เลยในความรู้สึกของข้าพเจ้า แรกๆที่ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมะของหลวงพ่อหลวงพ่อท่านเทศน์โปรดว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาใช้เวร มนุษย์คิดที่จะไม่ใช้เวรไม่ได้ แต่มนุษย์คิดที่จะไม่สร้างเวรต่อได้ กุ้งหอยปูปลาที่มนุษย์ทำมาเป็นเวรทั้งหมด (อันนี้เป็นตัวอย่างคือกุ้งหอยปูปลา) เวรเกิดจากการกระทำ เวรเกิดจากวาจา การด่า การว่า การแช่งทั้งหลาย อันนี้ก็เป็นเวร เวรที่เกิดในจิตความนึกคิดต่างๆที่ไม่ดีอันนี้ก็เป็นเวร เวรเกิดจากการมองด้วยตาก็เป็นเวร เวรเข้ากายทางผิวหนังก็มีเวร มนุษย์ทุกคน เคยเกิดเป็นสรรพสัตว์น้อยใหญ่มาแล้วทุกคนก่อนที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ มนุษย์บางคนตาดี แต่จิตบอดหลวงพ่อนำทางให้ไม่ได้ แต่มนุษย์บางคนตาบอดแต่จิตไม่บอด หลวงพ่อนำทางให้ได้ มนุษย์บางคนหลงตัวเองหลวงพ่อช่วยไม่ได้ มีตั้งหลายธรรมะที่หลวงพ่อท่านโปรดได้เทศนาไว้ เหมือนคำที่ว่า หลวงพ่อถามว่าลมหายในของมนุษย์จับต้องได้ไหม “จับต้องไม่ได้” แล้วถามว่าลมหายใจของมนุษย์สำคัญไหม “สำคัญ” กุศลผลบุญก็เหมือนลมหายใจจับต้องไม่ได้ แต่ก็สำคัญ เหมือนลมหายใจของมนุษย์ ขาดกุศลผลบุญก็เหมือนขาดลมหายใจ (มีคำอธิบายอีกมากเกี่ยวกับผลบุญ)
มีอีกบทหนึ่งระหว่างที่นั่งฟังธรรมหลวงพ่อให้มนุษย์ทุกคนยกมือขึ้นยกจนนานแล้วหลวงพ่อให้เอามือลง หลวงพ่อถามว่าเมื่อยหรือเปล่าทุกคนตอบว่าเมื่อยหลวงพ่อเทศว่า ก็เหมือนการยึดการถือของเราที่อยู่ในจิต มันทำให้เราเมื่อยจิต ทำให้ในกายในอารมณ์ แต่ถ้าเรารู้จักวางก็เหมือนที่ เรายกมือแล้วเอามือลง เราไปแบกไว้ไปยึดไว้ให้ทุกข์ทำไม วางซะบ้างมนุษย์
ข้าพเจ้าได้ถามถึงธรรมะในสมัยพุทธกาลกับสมัยนี้ว่าตรงกันหรือเปล่าหลวงพ่อเทศน์ว่า ก็เหมือนมนุษย์ไปรู้ข่าวมา แล้วมาพูดต่อบอกต่อๆกันมาถามว่าตรงกันไหม หลวงพ่อให้เราคิดกันเองว่าตรงหรือไม่ตรง หลวงพ่อเคยเทศไว้ว่า ถ้าทุกคนที่เป็นมนุษย์ที่มาฟังธรรมในวันนี้ ถ้าทุกคนไม่หาเวลาในการแก้เวรแก้กรรมในปัจจุบันวันนี้ แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะหลุดพ้นที่ได้สร้างกรรมไว้สร้างเวรไว้ของแต่ละคน เวลาสำหรับมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเวลาอะไรก็แล้วแต่ ไม่เลือกเวลาทุกข์สักวัน แต่เวลาที่ดีสำหรับมนุษย์วันนี้ดีมนุษย์ยึคแต่วันดีเวลาดี แล้วถามทุกคนซิว่า แล้ววันที่ทุกคนทุกข์ทุกวันไม่เลือกเวลาด้วยในสิ่งเหล่านั้นที่เขาเรียกว่ากรรม ของมนุษย์ทุกคน การแก้ของทุกคน ไม่ว่าจะอายุขัยมากหรืออายุขัยน้อย อันนี้เป็นแค่กายสังขาร แต่ในเมื่อถึงเวลาไม่เลือกว่าอายุขัยมากหรืออายุขัยน้อยถึงเวลาของที่สำหรับกายสังขาร ของทุกคนไม่เลือกว่า อายุจะน้อยหรือมาก เพราะแต่ละคนที่เป็นหรือว่าในบางครั้ง ที่ใส่อยู่ที่สวมกายอยู่ในเวลาที่ตายที่สวมใส่อยู่ แต่แล้วเขาก็เผาด้วย แต่กุศลผลบุญ ที่ทุกคนได้ทำแต่ละวันได้หรือว่าแก้ทีละวันไม่ว่าจะเผาก็ดีไม่ว่าจะทำต่างๆให้หายให้ละลายหายไป มันก็ไม่หายไปมันกลับติดตาม มนุษย์ไปทุกชาติทุกภพทุกภูมิไม่ว่ามนุษย์จะสุขหรือมนุษย์จะทุกข์ ผลบุญก็ติดตามตัวของมนุษย์ ติดตามจิตวิญญาณต่างๆแต่ละชาติแต่ละภพแต่ละภูมิ สำหรับมนุษย์อันนี้ตามทุกชาติ แต่ในเมื่อปัจจุบันนี้ในสิ่งที่เรียกว่าความเป็นอยู่พ่อแม่แก่ได้ตามกายสังขาร แต่กุศลผลบุญตามตัวมนุษย์หรือว่าจิตวิญญาณในการสังขาร ของมนุษย์ไปทุกที่ ผลบุญก็ดี เวรก็ดี กรรมก็ดี สามอย่างเขาไม่ทิ้งจิตวิญญาณของมนุษย์ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่ตรงไหนก็แล้วแต่ที่ไหนก็แล้วแต่ แต่ผลบุญก็ติดตาม กรรมก็ติดตาม เวรก็ติดตาม แต่ถ้ามนุษย์ทุกคนรู้จักทางแก้นำแต่ผลบุญไป แต่ในส่วนเป็นกรรมเวรต่างๆในเมื่อมนุษย์หลุดพ้น เหลือแต่ผลบุญที่มนุษย์ได้วางได้แก้ อันนั้นแหละคือชาติภพภูมิสำหรับมนุษย์ทุกคน แม้ปัจจุบันมนุษย์จะไม่รู้ของตนเองเท่าไหร่แต่วันใดเมื่อถึงวันที่ กายสังขารสำหรับมนุษย์ดับ มนุษย์จะยึดแค่ดอกไม้ธูปเที่ยนแค่นำทางแค่นั้นเอง ไม่สามารถหลุดพ้นทั้งกรรมและเวรต่างๆทุกอย่าง ที่มนุษย์สร้างไว้ ตั้งแต่ตอนเกิดจนถึงปัจจุบันตอนที่กายละจากสังขารของมนุษย์แล้ว ตอนนี้มนุษย์ยังรู้จักบุญ ยังจุดธูปเทียนสวดมนต์ได้ ขอบุญบารมีได้ แต่มนุษย์บางคนรู้จักธูปเทียนในขณะที่กายสังขารไม่ไหวแล้วแย่แล้วกำลังจะดับหรือกำลังจะไม่หายใจ ถ้ารู้จักในขณะนั้นที่เรียกว่าดอกไม้ธูปเทียนไม่มีประโยชน์หรอกมนุษย์แต่ถ้ามนุษย์รู้จักในขณะนี้ มีดอกไม้ธูปเทียนมีการบูชามีการอาราธนา มีการอโหสิเวร มีการอโหสิกรรมขอผลบุญ ขอการแก้ต่างๆได้ เวลานี้ซิมนุษย์คือเวลาหลุดพ้นกรรมทั้งเวรสิ่งต่างๆในปัจจุบันชาติของมนุษย์ วางใหม่ปฏิบัติใหม่เหมือนการเรียบเรียง มนุษย์เรียบเรียงเป็นเล่มเป็นหน้าเป็นคำกลอนแต่การเรียบเรียงผลบุญในขณะนี้มีธูปเทียนดอกไม้เรียบเรียงผลบุญมนุษย์สำหรับมนุษย์ ว่าตอนนี้จะเป็นบุตรเราก็ดีหรือสิ่งต่างๆวัตถุมากมายก็ดีไม่สามารถนำทางบุญของมนุษย์ได้นอกจากตัวของมนุษย์ทุกคน ที่ต้องแก้เอง ทำเอง หลุดพ้นด้วยตนเอง อันนี้ต่างหากไม่ใช่มีปัจจัยมากมาย นำปัจจัยให้เขาสร้างบุญ แต่ตัวเราไม่ได้สร้างไม่ได้ทำแม้แต่มีวัตถุต่างๆทุกอย่างที่เกิดขึ้นเราสั่งให้เขาทำแต่ตัวเราไม่ได้ทำ ผลบุญจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อกายสังขารของมนุษย์เกิดมาเหมือนกันหมด เท่าเทียมเหมือนกันหมด เกิดมาด้วยความว่างเปล่าเวลาที่จะจากสังขารดับสูญ คือความว่างเปล่าเช่นกัน ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ต้องหาต้องขวนขวาย ต้องสร้างเวรต้องสร้างกรรม ต้องสร้างบาปที่มนุษย์เรียกว่า กอบโกยเวรกอบโกยกรรม ของมนุษย์ในชาติปัจจุบันนี้ คือความโลภ ความโลภสำหรับมนุษย์นี้เกิดขึ้น ต้องรู้จักพอบ้าง ไม่ใช่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา อยากมีทุกสิ่งทุกอย่าง ในสิ่งที่มนุษย์อยากมีทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดจากความโลภ ความหลง ความงมงาย คิดว่ามีแล้วสบาย มีแล้วไม่ทุกข์ มีแล้วหมดปัญหาหมดเรื่อง หมดความทุกข์ต่างๆ อันนั้นแหละคือกรรมสำหรับมนุษย์ มีไว้เพื่อประดับหน้าตาประดับเกียรติประดับยศทำให้ตัวเองลุ่มหลง ในทรัพย์สมบัติที่ตนเองกอบโกยเอามาเป็นของตนเอง อันนั้นไม่ใช่สิ่งที่หลุดพ้นหรอกมนุษย์ ในสิ่งที่มนุษย์คิดเช่นนั้น เพราะสิ่งที่มนุษย์หามาทุกสิ่งทุกอย่าง หามาเพื่อให้ทุกข์ ไม่ใช่หามาแล้วหลุดพ้น แต่กุศลผลบุญที่มนุษย์ได้แก้ได้วาง อันนั้นแหละคือการหลุดพ้นแห่งความทุกข์ไม่ต้องเอาหน้าตาไม่ต้องเอาเกียรติเอายศ เอาแค่เท่าที่มนุษย์มีทำได้ไม่เดือนร้อน แค่นั้นแหละคือการหลุดพ้นจากทุกข์ของมนุษย์ทุกคน บางครั้งสมบัติมากมายสำหรับมนุษย์ก็ช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากกรรม จากเวร จากทุกข์นี้ไม่ได้ กลับเพิ่มความทุกข์มากขึ้น เพิ่มเวรมากขึ้น เพิ่มกิเลสต่างๆสำหรับมนุษย์มากขึ้น แต่ถ้ามนุษย์ละได้เมื่อไร วางได้เมื่อใด กรรมทั้งหลาย เวรทั้งหลายหรือสิ่งต่างๆที่ไม่ดีทั้งหลาย ก็หลุดหายจากชาติปัจจุบันนี้ของทุกคน เหลือไว้แต่ความว่างเปล่าที่อยู่ในจิต อันนั้นแหละสิ่งที่ทุกคนขวนขวายให้ได้มาที่อธิฐานไว้ สมณะ ปรินิพพาน อรหันตมรรค อรหันตผล อริยะ มงคลต่างๆ
แสงเทียนสว่าง 40/30 หมู่ 4 ถนนรังสิต – นครนายก ต.บึงสนั่น อ.อัญบุรี จ.ปทุมธานี
เอาไว้อ่าน อ่านแล้วจำ จำแล้วนำไปปฏิบัติ ปฏิบัติให้ได้ ได้หลุดพ้น ด้วยตนของตนเอง
สวัสดี อ่านแล้วโปรดพิจารณาในธรรมที่ได้สัมผัสด้วยสายตา ความรู้สึกที่มีในจิตของทุกคน
ธรรมะบางส่วนจากหลวงพ่อ
ธรรมะบางส่วนจากหลวงพ่อ
มนุษย์ทุกคนที่เกิดมา เกิดมาใช้เวรใช้กรรมที่ตัวเองได้ทำไว้ สร้างไว้ ตั้งแต่อดีตจนถึงในปัจจุบันชาติ ที่กำลังเกิดอยู่เป็นอยู่ ทุกวันและเวลา เวรในอดีตชาติที่ติดจิตวิญญาณมา พอมามีกายสังขารทุกคนก็ต้องใช้กรรม ใช้เวรเหล่านั้นไม่รู้จบสิ้น เวรเข้ากายของมนุษย์ เข้าจิตของมนุษย์ เข้าได้หลายทาง เวรเกิดจากการกระทำด้วยกาย เวรเกิดจากวาจาการด่า การว่า การแช่งทั้งหลาย บางคนคิดว่า การสร้างเวรสร้างกรรมเกิดจากการะทำด้วยกายอย่างเดียว แต่หารู้ไม่ว่าเวรที่เกิดจากวาจา ยิ่งกว่าหลายเท่าของกายที่สร้างเวร ทุกคนเกิดมาทุกข์ ทุกข์กับความไม่มี ทุกข์กับเรื่อง ทุกข์กับปัญหา ทุกข์กับวาจาของคนอื่น ทุกข์กับเพื่อน ทุกข์กับญาติ ทุกข์กับคู่ ทุกข์กับบุตร ทุกข์กับสังคม ทุกข์กับธรรมชาติ ทุกข์กับโรค ทุกข์กับทุก ๆ อย่างที่เข้ามาในชีวิตของมนุษย์ เขาเรียกว่าเกิดมาใช้เวร ความคิดความวิตกกังวล ความคิดล่วงหน้า สารพัดที่จะทุกข์ เกิดมาพอลืมตามองโลก ก็ทุกข์แล้ว ร้องแล้วทุกข์แล้ว ในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นความทุกข์ มันอยู่ในจิตของเรา มันอยู่ในความนึกคิดของตัวเรา แล้วจะหาสิ่งใดเข้าไปแก้กับความทุกข์ทุก ๆ อย่างที่อยู่ในจิตของเรา แต่ถ้าเราทุกข์กับกายสังขารที่เป็นแผลที่มองเห็น ที่เป็นภายนอกยาในปัจจุบันรักษาได้ แต่ถ้าเป็นความทุกข์ ความวิตกกังวลปัญหาและเรื่องที่มันอยู่ในจิต เราจะเอาอะไรเข้าไปรักษา เราต้องเอาผลบุญที่เราทำด้วยกาย ที่เอ่ยด้วยวาจา ของเราเข้าไปรักษา รักษาสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีที่ทุกข์อยู่ในจิต เราต้องแก้ต้องวางต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ให้เหมือนกับที่เราหายใจ ทุกลมหายใจที่เข้าออกคือมีสติอยู่ตลอด เอาสติของตัวเราเป็นยามคอยดูแลรักษา คอยปกป้องสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายที่เข้ากายเข้าวาจาเข้าจิต ไม่ให้เข้าหรือเมื่อเข้าเป็นแล้วก็ขอให้สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีทั้งหลายผ่านเลยไป เหมือนน้ำที่ไหลผ่าน เมื่อผ่านแล้วก็อย่างให้ขังอยู่ตามหลุมตามบ่อ คืออารมณ์หรือโทสะของตัวเรา ไม่มีสิ่งใดทั้งหลายนอกจากกุศลผลบุญ ที่จะช่วยรักษาแผลที่อยู่ในจิตของทุกคนที่เกิดอยู่เป็นอยู่ การปฏิบัติ การวาง การแก้ ไม่ยากเกินไปสำหรับทุกคน เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะปฏิบัติอย่างไร เราจะแก้อย่างไร สิ่งนี้เกิด เรื่องนี้เกิดปัญหานี้เกิด เมื่อเกิดแล้วจะแก้อย่างไร เอาอะไรเข้าไปดับ เอาอะไรเข้าไประงับ เอาอะไรไปชดเชย ธรรมะในการแก้ การวางก็ไม่ต่ างอะไรกับในปัจจุบันในความเป็นอยู่ของทุกคน เราวางทีละอย่าง เราแก้ทีละอย่าง การแก้แก้ที่การกระทำของตัวเรา สิ่งใดที่ไม่ดีที่ตัวเราทำอยู่ เราก็เลิกทำ มีหลายอย่างที่ไม่ดี วาจาไม่ดี จิตที่ไม่ดี เราก็เลิกเราก็วาง อารมณ์ที่ไม่ดี โทสะที่ไม่ดี สายตาที่ไม่ดี ความคิดที่ไม่ดี ความวิตกกังวลความคิดที่ล่วงหน้า เราก็เลิกคิดเลิกทำ ในการมีสติที่คอยยับยั้งไม่ให้ทำ แต่ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ระงับ แต่ไม่ได้การหลุดพ้น การระงับเหมือนการขอร้อง ขอร้องอย่ามีเรื่องกัน แต่การแก้คือแก้โดยการเอาผลบุญให้เลย เอาผลบุญให้แก่โทสะ เอาผลบุญให้แก่ความขุ่นมัว เอาผลบุญให้แก่จิตที่เป็นเวร เอาผลบุญให้แก่มนุษย์ที่เป็นเวร ในการที่เราเอาผลบุญให้ คือการแก้ แต่ในการใช้สติยับยั้งคือการขอร้อง เป็นข้อเปรียบเทียบให้เห็นในธรรมะ เป็นขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่งใช้สติระงับขั้นตอนที่สองเอาผลบุญให้คือการแก้ แก้ให้หลุดพ้นจากจิตของเรา จากวาจาของเรา ให้หลุดพ้นจากสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ทั้งภายในภายนอกของตัวเรา การแก้ด้วยผลบุญต้องใช้เวลาเป็นวันเดือนเป็นปี เหมือนการเติบโตของกายสังขาร ที่เราโตมามีประสบการณ์มาทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องใช้เวลา ผลบุญก็เช่นเดียวกัน แต่ในการกระทำทำแค่วันนี้ วันเดียวแต่ทำทุกวัน ทำแล้วไม่หวังผลทำแล้ววาง ขอเพียงให้เราทำในวันนี้ให้ดีให้ได้ ให้ได้ดังคำสอนที่ได้ฟังมาได้ยินมาที่จดจำมา ว่าเช้าแก้อย่างไร เย็นแก้อย่างไร เอาผลบุญให้แก่อะไรของแต่ละวัน ส่งใดเกิดก็แก้สิ่งนั้น โทสะเกิดก็เอาผลบุญให้แก่โทสะ วันนี้ทุกข์กับบุตรก็เอาผลบุญให้แก่บุตร ทุกข์กับโรคที่เป็นอยู่ก็เอาผลบุญให้แก่โรคที่เป็น วันนี้มีความคิดความวิตกกังวลก็เอาผลบุญให้แก่ความคิดความวิตกกังวล ทุกคนมีหมด ทุกคนนำมาหมด ทุกคนนำมา ติดจิตวิญญาณมา ความอาฆาตพยาบาตก็ติดจิตวิญญาณมาเหมือนการฆ่าปลาจิตวิญญาณปลาที่อาฆาตพยาบาตก็ติดมือที่ฆ่ามา เหมือนการฆ่าไก่จิตวิญญาณไก่ก็ติดมือที่ฆ่ามา ติดมาทั้งหมด ทำไว้ในอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติ ติดมาทั้งหมด ขอเพียงให้เราทำวันนี้ให้ดี ให้ได้ทำอย่างไร คือ 1 เช้าเราใส่บาตรพระที่บิณฑบาตเวลาเช้า เพราะการใส่บาตรพระที่บิณฑบาตใช้เวรได้ สิ่งใดที่ทำให้เราทุกข์อันนั้นเป็นเวรกับเรามา การใส่บาตรพระเราก็ต้องทำให้ถูกวิธีด้วย กินอยู่อย่างไร ให้ใส่อย่างนั้น ถ้าเราทำดีทุกวัน เราคงทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นกินอย่างไรใส่อย่างนั้น แล้วเราไม่ทุกข์ด้วย แล้วทำได้ทุกวันด้วย กินข้าวกินน้ำกินขนม เราก็ใส่บาตรด้วยข้าวด้วยน้ำด้วยขนม เอาข้าวใส่ถุง เอาน้ำใส่ถุง เอาขนมใส่ถุง รวมกันเป็น 1 ชุด แล้วเราก็มาจบข้าวใส่บาตรด้วยคำว่า ให้ตั้งนะโม 3 จบก่อน ที่ให้เราตั้งนะโมก่อนเพราะเราระลึกถึงครูบาอาจารย์ที่สอนเราที่บอกการแก้เวรแก้กรรมให้แก่ตัวเรา นะโมตัสสะภะคะวะโต อระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ แล้วกล่าวคำว่า อะหังภันเตโภชะนานัง สาลีนัง ปริสุทธัง พุทธสาวกสังฆัง ปิณฑะปาตังโสโหตุ ขอใส่ลงในบาตร เวลาพระให้พรเราก็รับพร เมื่อรับพรเสร็จแล้วเราก็มากรวดน้ำ อิมินาบทใหญ่
ในการทำบุญใส่บาตรของแต่ละวัน ควรจัดเป็นชุด ขุดแรกเรากรวดน้ำให้ตัวเองก่อน ส่วนชุดต่อไปคือการแก้ ว่าเราจะแก้เอาผลบุญให้แก่สิ่งใด ให้เจาะจงของแต่ละชุดอย่ากรวดน้ำให้รวม ให้เจาะจงตัว ตัวเอง 1 ชุด บุตร 1 ชุด โรค 1 ชุด (เป็นตัวอย่าง) แต่ทุกวันเราต้องมีก่อนได้ก่อน ตัวเองเป็นหลักเหมือนการกินข้าวเรากินคนละจานไม่ได้กินรวมกัน กุศลผลบุญใครทำใครได้ ทำแทนกันไม่ได้ กินข้าวใครกินใครอิ่ม เรากินเราอิ่มผลบุญก็เช่นเดียวกัน เราใส่บาตรกรวดน้ำแจกจ่ายผลบุญให้แก่สิ่งต่าง ๆ เสร็จแล้ว เราก็ดำเนินชีวิตตามปกติคือทำมาหากิน วันหนึ่ง ๆ เรามองอารมณ์เรามองจิตของเราวันนี้มีสิ่งใดมากระทบทำให้เกิดโทสะ ทำให้เกิดความชอบไม่ชอบ ในจิตของเราบ้าง ใช้สติควบคุมไม่ให้สิ่งต่าง ๆ มาทำให้เราทุกข์ ไม่ให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง อยู่อย่างระวัง มีสตินำทาง ระวังความคิด ระวังความว้าวุ่น ช่วงกลางคืนเราก็สวดมนต์ อุทิศส่วนกุศล แผ่เมตตา ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ให้แก่โรคต่าง ๆ ที่อยู่ในกายสังขาร ที่เป็นโรคเวรทั้งหลายโรคกรรมทั้งหลาย ทั้งอดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ จงได้แก่มนุษย์ทั้งหลาย สัพพะสัตว์ทั้งหลาย จิตวิญญาณทั้งหลาย ทุกชั้นวรรณะ ทุกพื้นทุกภพทุกภูมิ ขอจงได้รับกุศลผลบุญที่ข้าพเจ้าได้สวดมนต์ในวันนี้ กุศลผลบุญในการสวดมนต์ เราอุทิศ แผ่เมตตาให้รวมได้ทั้งหมด เหมือนในการฟังพระธรรมะเทศนา เราฟังพร้อมกันหลาย ๆ คน ไม่เหมือนใส่บาตร ใส่บาตรเราต้องเจาะจงแต่ละอย่าง ในการสวดมนต์ของแต่ละบท ก็มีธรรมจักรยอดพระกัณไตรปิฎก บารมี 30 ทัศ และคาถาต่าง ๆ ก่อนสวดมนต์เราก็เตรียมธูปเทียนดอกไม้ ให้ใช้ดอกบัว หรือกุหลาบ หรือมะลิมาลัย ก่อนบูชาอาราธะนาเราต้องถอนวาจาขออโหสิเวร ขออโหสิกรรมก่อน
1. จุดเทียนซ้ายขวา ธูป 3 ดอก แล้วตั้งนะโม พร้อมกัน 3 จบ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา (เอ่ยชื่อนามสกุล) ขออโหสิเวร ขออโหสิกรรม แก่วาจาที่เป็นเวรทั้ง สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีทั้งหลาย ที่รู้ก็ดีที่ไม่รู้ก็ดีที่เจตนาก็ดี ที่ไม่เจตนาก็ดี ข้าพเจ้าขออโหสิเวรขออโหสิกรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ อันนี้คือการถอนวาจาขออโหสิเวรอโหสิกรรม ควรทำทุกครั้งก่อนบูชาพระสวดมนต์
2. จุดเทียนซ้ายขวา ธูป 3 ดอก ตั้งนะโม 3 จบพร้อมกัน พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อนามสกุล ขอบูชาด้วยดอกไม้ ธูปเทียนขอให้ถึงทุก ๆ พระองค์
3. ธูป 3 ดอก จุดแล้ว ตั้งนะโม 3 จบ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา พุทธังอาราธะนานัง ธัมมังอาราธะนานัง สังฆังอาราธะนานัง ข้าพเจ้าขอบูชาขออาราธะนาทุก ๆ พระองค์ ข้าพเจ้าขอบุญก็ดี ขอบารมีก็ดี จากทุก ๆ พระองค์ ขอจงได้แก่ตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอการสวดมนต์ ขอกุศลผลบุญนี้ ขอจงได้แก่บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณทั้งหลาย เข้ากรรมนายเวร ทั้งอดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ และที่เป็นมนุษย์ทั้งหลาย สรรพะสัตว์ทั้งหลาย จิตวิญญาณทั้งหลายทุกชั้นวรรณะทุกพื้นทุกภพทุกภูมิ ขอจงได้รับกุศลผลบุญตั้งแต่บัดนี้ ข้าพเจ้าขอรักษากายสังขารของข้าพเจ้า ที่เป็นโรคเวรทั้งหลายโรคกรรมทั้งหลายทั้งอดีตชาติถึงปัจจุบันชาติ ด้วยกุศลผลบุญนี้เทอญ
มนุษย์ทุกคนที่เกิดมา เกิดมาใช้เวรใช้กรรมที่ตัวเองได้ทำไว้ สร้างไว้ ตั้งแต่อดีตจนถึงในปัจจุบันชาติ ที่กำลังเกิดอยู่เป็นอยู่ ทุกวันและเวลา เวรในอดีตชาติที่ติดจิตวิญญาณมา พอมามีกายสังขารทุกคนก็ต้องใช้กรรม ใช้เวรเหล่านั้นไม่รู้จบสิ้น เวรเข้ากายของมนุษย์ เข้าจิตของมนุษย์ เข้าได้หลายทาง เวรเกิดจากการกระทำด้วยกาย เวรเกิดจากวาจาการด่า การว่า การแช่งทั้งหลาย บางคนคิดว่า การสร้างเวรสร้างกรรมเกิดจากการะทำด้วยกายอย่างเดียว แต่หารู้ไม่ว่าเวรที่เกิดจากวาจา ยิ่งกว่าหลายเท่าของกายที่สร้างเวร ทุกคนเกิดมาทุกข์ ทุกข์กับความไม่มี ทุกข์กับเรื่อง ทุกข์กับปัญหา ทุกข์กับวาจาของคนอื่น ทุกข์กับเพื่อน ทุกข์กับญาติ ทุกข์กับคู่ ทุกข์กับบุตร ทุกข์กับสังคม ทุกข์กับธรรมชาติ ทุกข์กับโรค ทุกข์กับทุก ๆ อย่างที่เข้ามาในชีวิตของมนุษย์ เขาเรียกว่าเกิดมาใช้เวร ความคิดความวิตกกังวล ความคิดล่วงหน้า สารพัดที่จะทุกข์ เกิดมาพอลืมตามองโลก ก็ทุกข์แล้ว ร้องแล้วทุกข์แล้ว ในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นความทุกข์ มันอยู่ในจิตของเรา มันอยู่ในความนึกคิดของตัวเรา แล้วจะหาสิ่งใดเข้าไปแก้กับความทุกข์ทุก ๆ อย่างที่อยู่ในจิตของเรา แต่ถ้าเราทุกข์กับกายสังขารที่เป็นแผลที่มองเห็น ที่เป็นภายนอกยาในปัจจุบันรักษาได้ แต่ถ้าเป็นความทุกข์ ความวิตกกังวลปัญหาและเรื่องที่มันอยู่ในจิต เราจะเอาอะไรเข้าไปรักษา เราต้องเอาผลบุญที่เราทำด้วยกาย ที่เอ่ยด้วยวาจา ของเราเข้าไปรักษา รักษาสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีที่ทุกข์อยู่ในจิต เราต้องแก้ต้องวางต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ให้เหมือนกับที่เราหายใจ ทุกลมหายใจที่เข้าออกคือมีสติอยู่ตลอด เอาสติของตัวเราเป็นยามคอยดูแลรักษา คอยปกป้องสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายที่เข้ากายเข้าวาจาเข้าจิต ไม่ให้เข้าหรือเมื่อเข้าเป็นแล้วก็ขอให้สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีทั้งหลายผ่านเลยไป เหมือนน้ำที่ไหลผ่าน เมื่อผ่านแล้วก็อย่างให้ขังอยู่ตามหลุมตามบ่อ คืออารมณ์หรือโทสะของตัวเรา ไม่มีสิ่งใดทั้งหลายนอกจากกุศลผลบุญ ที่จะช่วยรักษาแผลที่อยู่ในจิตของทุกคนที่เกิดอยู่เป็นอยู่ การปฏิบัติ การวาง การแก้ ไม่ยากเกินไปสำหรับทุกคน เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะปฏิบัติอย่างไร เราจะแก้อย่างไร สิ่งนี้เกิด เรื่องนี้เกิดปัญหานี้เกิด เมื่อเกิดแล้วจะแก้อย่างไร เอาอะไรเข้าไปดับ เอาอะไรเข้าไประงับ เอาอะไรไปชดเชย ธรรมะในการแก้ การวางก็ไม่ต่ างอะไรกับในปัจจุบันในความเป็นอยู่ของทุกคน เราวางทีละอย่าง เราแก้ทีละอย่าง การแก้แก้ที่การกระทำของตัวเรา สิ่งใดที่ไม่ดีที่ตัวเราทำอยู่ เราก็เลิกทำ มีหลายอย่างที่ไม่ดี วาจาไม่ดี จิตที่ไม่ดี เราก็เลิกเราก็วาง อารมณ์ที่ไม่ดี โทสะที่ไม่ดี สายตาที่ไม่ดี ความคิดที่ไม่ดี ความวิตกกังวลความคิดที่ล่วงหน้า เราก็เลิกคิดเลิกทำ ในการมีสติที่คอยยับยั้งไม่ให้ทำ แต่ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ระงับ แต่ไม่ได้การหลุดพ้น การระงับเหมือนการขอร้อง ขอร้องอย่ามีเรื่องกัน แต่การแก้คือแก้โดยการเอาผลบุญให้เลย เอาผลบุญให้แก่โทสะ เอาผลบุญให้แก่ความขุ่นมัว เอาผลบุญให้แก่จิตที่เป็นเวร เอาผลบุญให้แก่มนุษย์ที่เป็นเวร ในการที่เราเอาผลบุญให้ คือการแก้ แต่ในการใช้สติยับยั้งคือการขอร้อง เป็นข้อเปรียบเทียบให้เห็นในธรรมะ เป็นขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่งใช้สติระงับขั้นตอนที่สองเอาผลบุญให้คือการแก้ แก้ให้หลุดพ้นจากจิตของเรา จากวาจาของเรา ให้หลุดพ้นจากสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ทั้งภายในภายนอกของตัวเรา การแก้ด้วยผลบุญต้องใช้เวลาเป็นวันเดือนเป็นปี เหมือนการเติบโตของกายสังขาร ที่เราโตมามีประสบการณ์มาทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องใช้เวลา ผลบุญก็เช่นเดียวกัน แต่ในการกระทำทำแค่วันนี้ วันเดียวแต่ทำทุกวัน ทำแล้วไม่หวังผลทำแล้ววาง ขอเพียงให้เราทำในวันนี้ให้ดีให้ได้ ให้ได้ดังคำสอนที่ได้ฟังมาได้ยินมาที่จดจำมา ว่าเช้าแก้อย่างไร เย็นแก้อย่างไร เอาผลบุญให้แก่อะไรของแต่ละวัน ส่งใดเกิดก็แก้สิ่งนั้น โทสะเกิดก็เอาผลบุญให้แก่โทสะ วันนี้ทุกข์กับบุตรก็เอาผลบุญให้แก่บุตร ทุกข์กับโรคที่เป็นอยู่ก็เอาผลบุญให้แก่โรคที่เป็น วันนี้มีความคิดความวิตกกังวลก็เอาผลบุญให้แก่ความคิดความวิตกกังวล ทุกคนมีหมด ทุกคนนำมาหมด ทุกคนนำมา ติดจิตวิญญาณมา ความอาฆาตพยาบาตก็ติดจิตวิญญาณมาเหมือนการฆ่าปลาจิตวิญญาณปลาที่อาฆาตพยาบาตก็ติดมือที่ฆ่ามา เหมือนการฆ่าไก่จิตวิญญาณไก่ก็ติดมือที่ฆ่ามา ติดมาทั้งหมด ทำไว้ในอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติ ติดมาทั้งหมด ขอเพียงให้เราทำวันนี้ให้ดี ให้ได้ทำอย่างไร คือ 1 เช้าเราใส่บาตรพระที่บิณฑบาตเวลาเช้า เพราะการใส่บาตรพระที่บิณฑบาตใช้เวรได้ สิ่งใดที่ทำให้เราทุกข์อันนั้นเป็นเวรกับเรามา การใส่บาตรพระเราก็ต้องทำให้ถูกวิธีด้วย กินอยู่อย่างไร ให้ใส่อย่างนั้น ถ้าเราทำดีทุกวัน เราคงทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นกินอย่างไรใส่อย่างนั้น แล้วเราไม่ทุกข์ด้วย แล้วทำได้ทุกวันด้วย กินข้าวกินน้ำกินขนม เราก็ใส่บาตรด้วยข้าวด้วยน้ำด้วยขนม เอาข้าวใส่ถุง เอาน้ำใส่ถุง เอาขนมใส่ถุง รวมกันเป็น 1 ชุด แล้วเราก็มาจบข้าวใส่บาตรด้วยคำว่า ให้ตั้งนะโม 3 จบก่อน ที่ให้เราตั้งนะโมก่อนเพราะเราระลึกถึงครูบาอาจารย์ที่สอนเราที่บอกการแก้เวรแก้กรรมให้แก่ตัวเรา นะโมตัสสะภะคะวะโต อระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ แล้วกล่าวคำว่า อะหังภันเตโภชะนานัง สาลีนัง ปริสุทธัง พุทธสาวกสังฆัง ปิณฑะปาตังโสโหตุ ขอใส่ลงในบาตร เวลาพระให้พรเราก็รับพร เมื่อรับพรเสร็จแล้วเราก็มากรวดน้ำ อิมินาบทใหญ่
ในการทำบุญใส่บาตรของแต่ละวัน ควรจัดเป็นชุด ขุดแรกเรากรวดน้ำให้ตัวเองก่อน ส่วนชุดต่อไปคือการแก้ ว่าเราจะแก้เอาผลบุญให้แก่สิ่งใด ให้เจาะจงของแต่ละชุดอย่ากรวดน้ำให้รวม ให้เจาะจงตัว ตัวเอง 1 ชุด บุตร 1 ชุด โรค 1 ชุด (เป็นตัวอย่าง) แต่ทุกวันเราต้องมีก่อนได้ก่อน ตัวเองเป็นหลักเหมือนการกินข้าวเรากินคนละจานไม่ได้กินรวมกัน กุศลผลบุญใครทำใครได้ ทำแทนกันไม่ได้ กินข้าวใครกินใครอิ่ม เรากินเราอิ่มผลบุญก็เช่นเดียวกัน เราใส่บาตรกรวดน้ำแจกจ่ายผลบุญให้แก่สิ่งต่าง ๆ เสร็จแล้ว เราก็ดำเนินชีวิตตามปกติคือทำมาหากิน วันหนึ่ง ๆ เรามองอารมณ์เรามองจิตของเราวันนี้มีสิ่งใดมากระทบทำให้เกิดโทสะ ทำให้เกิดความชอบไม่ชอบ ในจิตของเราบ้าง ใช้สติควบคุมไม่ให้สิ่งต่าง ๆ มาทำให้เราทุกข์ ไม่ให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง อยู่อย่างระวัง มีสตินำทาง ระวังความคิด ระวังความว้าวุ่น ช่วงกลางคืนเราก็สวดมนต์ อุทิศส่วนกุศล แผ่เมตตา ให้แก่เจ้ากรรมนายเวร ให้แก่โรคต่าง ๆ ที่อยู่ในกายสังขาร ที่เป็นโรคเวรทั้งหลายโรคกรรมทั้งหลาย ทั้งอดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ จงได้แก่มนุษย์ทั้งหลาย สัพพะสัตว์ทั้งหลาย จิตวิญญาณทั้งหลาย ทุกชั้นวรรณะ ทุกพื้นทุกภพทุกภูมิ ขอจงได้รับกุศลผลบุญที่ข้าพเจ้าได้สวดมนต์ในวันนี้ กุศลผลบุญในการสวดมนต์ เราอุทิศ แผ่เมตตาให้รวมได้ทั้งหมด เหมือนในการฟังพระธรรมะเทศนา เราฟังพร้อมกันหลาย ๆ คน ไม่เหมือนใส่บาตร ใส่บาตรเราต้องเจาะจงแต่ละอย่าง ในการสวดมนต์ของแต่ละบท ก็มีธรรมจักรยอดพระกัณไตรปิฎก บารมี 30 ทัศ และคาถาต่าง ๆ ก่อนสวดมนต์เราก็เตรียมธูปเทียนดอกไม้ ให้ใช้ดอกบัว หรือกุหลาบ หรือมะลิมาลัย ก่อนบูชาอาราธะนาเราต้องถอนวาจาขออโหสิเวร ขออโหสิกรรมก่อน
1. จุดเทียนซ้ายขวา ธูป 3 ดอก แล้วตั้งนะโม พร้อมกัน 3 จบ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา (เอ่ยชื่อนามสกุล) ขออโหสิเวร ขออโหสิกรรม แก่วาจาที่เป็นเวรทั้ง สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีทั้งหลาย ที่รู้ก็ดีที่ไม่รู้ก็ดีที่เจตนาก็ดี ที่ไม่เจตนาก็ดี ข้าพเจ้าขออโหสิเวรขออโหสิกรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ อันนี้คือการถอนวาจาขออโหสิเวรอโหสิกรรม ควรทำทุกครั้งก่อนบูชาพระสวดมนต์
2. จุดเทียนซ้ายขวา ธูป 3 ดอก ตั้งนะโม 3 จบพร้อมกัน พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา ข้าพเจ้าเอ่ยชื่อนามสกุล ขอบูชาด้วยดอกไม้ ธูปเทียนขอให้ถึงทุก ๆ พระองค์
3. ธูป 3 ดอก จุดแล้ว ตั้งนะโม 3 จบ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา พุทธังอาราธะนานัง ธัมมังอาราธะนานัง สังฆังอาราธะนานัง ข้าพเจ้าขอบูชาขออาราธะนาทุก ๆ พระองค์ ข้าพเจ้าขอบุญก็ดี ขอบารมีก็ดี จากทุก ๆ พระองค์ ขอจงได้แก่ตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอการสวดมนต์ ขอกุศลผลบุญนี้ ขอจงได้แก่บิดามารดา ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณทั้งหลาย เข้ากรรมนายเวร ทั้งอดีตชาติ จนถึงปัจจุบันชาติ และที่เป็นมนุษย์ทั้งหลาย สรรพะสัตว์ทั้งหลาย จิตวิญญาณทั้งหลายทุกชั้นวรรณะทุกพื้นทุกภพทุกภูมิ ขอจงได้รับกุศลผลบุญตั้งแต่บัดนี้ ข้าพเจ้าขอรักษากายสังขารของข้าพเจ้า ที่เป็นโรคเวรทั้งหลายโรคกรรมทั้งหลายทั้งอดีตชาติถึงปัจจุบันชาติ ด้วยกุศลผลบุญนี้เทอญ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)